ลากสังขารมาอัพบล๊อกทั้งน้ำตา งานม.5นี่โคตรเยอะจริงๆโฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ
มาครั้งเดียว ขออัพกระหน่ำวินเทอร์เซลละกัน
เริ่มด้วยฟิควันพ่อคร้าบบบบบ
คู่ดะเลน เหอๆๆๆๆๆ ขอให้สนุกนะงิ
Sun light shine to me even if snowfall [for Father’s day 5/12/07]
ถ้อยคำอันอ่อนโยนที่ยากจะลืมเลือน
แผ่นหลังนั้น ที่ได้เฝ้ามองจากข้างหลังเสมอมา
บนเส้นทางคดเคี้ยวอันไร้จุดหมาย
หากไร้ซึ่งคนๆนั้น ก็ไร้ซึ่งวันนี้...
.....คุณพ่อ.....
อากาศอันแสนเหน็บหนาวเรียกให้เจ้าของเรือนผมเฉกเช่นหิมะลุกขึ้นด้วยความงัวเงีย อาจเพราะผ้าห่มอันนุ่มนวลบัดนี้ได้ไปกองกับพื้นเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกหากร่างบอบบางนี้จะตื่นขึ้นมาเพราะกายไม่อาจทนทานความเหน็บหนาวได้ ขยี้ตาปรับตัวให้คุ้นชินกับแสนอรุณอันสาดส่องมายังบานหน้าต่างเล็กๆที่คั่นด้วยกระจกใสพอจะกันมิให้ละอองพิสุทธิ์ปลิวเข้ามายังอาณาบริเวณห้อง ชุดนอนสีขาวตัวบางคงทนพิษความหนาวไม่ไหวเป็นแน่ ถ้าหากไม่ได้ผ้าห่มนุ่มน่าสัมผัส
ทว่าอย่างไรก็ตาม กรณีที่ผ้าห่มเจ้าปัญหาไปกองกับพื้น จนทำให้เด็กหนุ่มต้องตื่นขึ้นมา จึงไม่อาจจะหาใครมาทำโทษข้อหารบกวนการตื่นได้ นอกเสียจากตัวต้นเหตุที่หาววอดๆน้ำตาเล็ดจะลงโทษตัวเองด้วยการวิดพื้น หรือโดดลงไปนอกหน้าต่างแล้วคลุกหิมะ แต่มันคงไม่เหมาะ เพราะแค่ตื่นขึ้นมาเพราะหนาวเนื่องจากเท้าอยู่ไม่สุขจะขับไล่ผ้าห่มอันมีบุญคุณลงเตียง จะต้องไปจัดการตัวเองเสีย
อเลน วอคเกอร์ เกลียดร่างกายที่นอนไม่อยู่สุข พอๆกับเกลียดที่ตัวเองเติบโตช้า แถมผิดปกติ จนต้องเป็นหนุ่มน้อยผู้โชคร้ายอันมีใบหน้าหวานน่ารักราวสาวน้อย กับรูปร่างบอบบาง หนำซ้ำช่วงสะโพกยังมีส่วนโค้งเว้าดูดี ถ้ากรณีของเด็กผู้หญิงล่ะก็...
“ทิม...อือ....อย่างับสิ...”
ครางเสียงแผ่วเบา เมื่อคมเขี้ยวของสิ่งประดิษฐ์โกเล็มสีทองมีปีก ฝังเบาๆบนใบหูเล็กน่ารัก เนตรปรือปรอยด้วยความง่วงเหลือแสน ขยับกายแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมต่อ ทว่าเจ้าทิมตัวแสบยังไม่ละความพยายาม งับใบหูจนรู้สึกได้ว่าเส้นประสาทจะไม่ด้านชาเสียแล้ว อเลนพองแก้มไม่พอใจ แล้วดึงปีกระยิบระยับสุดแรง ดีที่ทิมน้อยไม่งับชิ้นเนื้อบางๆของเขาไปด้วย ไม่งั้นมื้อเช้าคงไม่หนำใจเท่ากับการนำโกเล็มไปชำแหละสยอง
“ก็ได้ๆ ตื่นก็ได้...”
ด้วยความที่เป็นเด็กหนุ่ม การนอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงจึงเป็นเรื่องที่ลำบาก มือเรียวบางหยิบขันน้ำและอุปกรณ์อาบน้ำ ใบหน้าอิดโรยก้มมองพื้น ในขณะที่เท้านำพาไปยังห้องน้ำ แม้ว่าเวลาตีสี่จะถือว่าเช้ามาก แต่สำหรับเขาแล้ว มันคือช่วงเวลาที่อันตรายอย่างยิ่งกับการเป็นเป้าสายตา ยิ่งเวลาเข้าห้องน้ำรวมแล้วอย่าพูดถึง เป็นไปได้ อยากไปคุกเข่าแผนกวิทย์ให้ทำห้องน้ำส่วนตัวให้ที เพราะเขาไม่อยากให้แมงโม้ปากสว่างมาเอ่ยถึงเขาในแง่ลบ...
....ถึงจะเป็นความจริงก็เถอะ.....แต่ใครจะชอบให้คนอื่นเอ่ยถึงตนในเรื่องส่วนตัวกัน?....
ชุดนอนถูกปลดออก เรือนร่างสีขาวน้ำนมราวกับมิได้สัมผัสแสงแดดมองตนในกระจก ประสาทหูทำงานหนักเหลือเกินในยามนี้ เพราะกลัวว่าจะมีใครได้เห็นถึงสิ่งต้องห้าม แขนสีแดงอันเป็นศาสตรากำราบอาคุมะสัมผัสผิวกายตน ปลายนิ้วไล้ยังรอยช้ำเป็นด่างดวงบริเวณรอบลำคอขาว จนถึงบริเวณต่ำลงไปเล็กน้อย เพียงแค่มองภาพบนกระจก ใบหน้าก็พาลแดงอย่างมีสาเหตุ สะบัดใบหน้าไล่ความคิดแล้วหยิบผ้าขนหนูสีขาวโอบรอบเอวปกปิดส่วนล่าง ก่อนจะเดินไปยังบ่อน้ำร้อนที่เตรียมพร้อมไว้แล้ว
ความโล่งใจบังเกิด เมื่อเนตรสะท้อนภาพห้องน้ำอันไร้ผู้คน อเลนยิ้มบางๆ มือปลดผ้าขนหนูให้พ้นกาย กองไว้ข้างๆขันน้ำ หย่อนกายลงสัมผัสความอบอุ่น ช่วยไล่ความเหน็บหนาวให้พ้นจากกายตน
ตึก...ตึก...
จ๋อม!
เสียงฝีเท้าบ่งบอกถึงผู้มาเยือน สัญชาตญาณสั่งให้เด็กหนุ่มหย่อนกายลงให้น้ำปกปิดร่องรอยดังกล่าวมิให้ผู้มาเยือนได้สังเกตเห็น หากแต่แค่หันไปมองอย่างหวาดๆ ก็พบว่าใบหน้าของตนแดงระเรื่อเสียยิ่งกว่ารอยช้ำนั่นเสียอีก
ราวรัตติกาลอันเย็นเยียบที่คืบคลาน ดวงหน้าคมสวยราวประติมากรรมจากสรวงสวรรค์ ดวงเนตรและเส้นเกศาราวกับนิลกาฬ สะกดสายตาผู้ได้พบเห็น ร่างที่ปกปิดกายเพียงท่อนล่างสบมอง เรียกให้ใบหน้าหวานยิ่งแดงระเรื่อ โดยเฉพาะในสภาพตอนนี้..
“ทำหน้าเหมือนไม่เคยเห็น...ยังไม่ชินอีกหรือไง?”
เพียงแค่ประโยคเดียว ก็เรียกให้เด็กหนุ่มต้องเบือนหน้าหนี ดวงหน้าน่ารักขึ้นสีเข้มจนลามไปถึงใบหู เจ้าของเรือนผมสีนิลยาวพ่นลมหายใจ ใบหน้าที่แทบจะไม่ยิ้มแย้มเหยเกขึ้นอีก ไม่ช้า ร่างบางก็ต้องสะดุ้งเฮือก เพราะผิวน้ำอุ่นกระเพื่อมเป็นจังหวะ บ่งบอกว่าร่างสูงได้ลงมาแช่เป็นที่เรียบร้อย
“ใครจะไปชินกันล่ะ? ผมไม่ใช่ยูซักหน่อย”
เอ่ยประชดประชันด้วนอาการเขินอาย ฝ่ามืออุ่นทาบทับยังแผ่นหลังบอบบาง จนกายบอบบางต้องกระตุกอย่างตกใจ หันไปอีกทีก็ปะทะเข้ากับแผงอกแกร่งเข้าอย่างจัง ใครจะรู้ว่าคนมือไวจะมานั่งแช่ข้างๆ แถมมืออีกข้างยังเกี่ยวเอวคอดของตนไว้อีก
“เงียบน่า...คบกันมาเกือบเดือนแล้วยังเขินอีก?”
“ก็...ก็....” ใบหน้าเล็กก้มงุดๆ ซบกับเข่าของตน คันดะขยับยิ้ม ก่อนจะเชยคางให้ใบหน้าคนขี้อายให้สบมอง
“จะเขินไปถึงไหน?” ยิ้มเจ้าเล่ห์ “เดี๋ยวก็ลงโทษซะตรงนี้หรอก”
“อ๊ะ! ขี้โกงนี่!” ค้อนไปหนึ่งที แล้วหันเผชิญหน้า “ยูเนี่ยใจดีไม่เท่ามานาเลยจริงๆ”
ปึ๊ด!
ชื่อของชายปริศนาเรียกให้หน้านิ่วคิ้วขมวด ขมับกระตุกเข้าไปใหญ่ คว้าร่างเล็กบอบบางให้เอนหลังลงกับขอบอ่าง ใบหน้าเคร่งเครียดจดจ้องปฏิกิริยาของเด็กหนุ่ม
“มานา? ใคร?”
“อ๊ะ! ใจเย็นๆก่อนสิครับ!” มือหนาไล้ผ่านลำคอขาวลงมาต่ำเรื่อยๆ “มานาเป็น....อ๊ะ! ยู! ฟัง....อืม....ที่ผมพูดก่อน....อือ.......สิ....”
แทบพูดไม่เต็มประโยค เมื่อจุดอ่อนไหวด้านบนถูกสัมผัสอย่างแรง เข้าใจได้ว่าคนด้านบนกำลังหึงหวงอยู่ แต่นี่จะมือไวใจเร็วไปหน่อยหรือเปล่า? เขายังไม่ทันได้บอกว่ามานาเป็นใคร นี่ถ้าเขามีคนรักเก่าจริงๆ สงสัยจะลุกไม่ขึ้นไปสองสามวัน..
“มนาเป็น....คุณพ่อ นะยู~~~!” ใช้กำลังเฮือกสุดท้ายตะโกนใส่หน้า คนกำลังมีอารมณ์หึงเลยแป้กไปหนึ่งที
“?....หา?....พ่อ?”
“อืม.....ก็ใช่น่ะสิครับ ยูใจร้าย! ยังไม่ทันได้อธิบายก็ฉุดขาดแล้ว!” อเลนยันกายขึ้น พองแก้มงอนเต็มทน หายใจแรงๆพร้อมใบหน้าแดงระเรื่อ
“คนบ้าที่ไหนเรียกพ่อตัวเองห้วนๆกันล่ะ?” ยูลงไปนั่งข้างๆ ขยี้ผมเด็กน้อยให้สงบใจลงบ้าง
“มานาไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของผมนี่นา...” อเลนบอก พลางขยับไปนั่งข้างๆหวังหาโอกาสชายหนุ่มเผลอ จะได้แกล้งคืน
“เรอะ? งั้นก็เล่าให้ฟังหน่อยสิ เรื่องของนายน่ะ...” ใบหน้าหวานมองอย่างสงสัย ไม่ยักกะรู้ว่าคนที่ไม่สนเรื่องของคนอื่นจะกล้าถามเรื่องของตน
“วันนี้กินยาผิดเหรอครับ ถึงอยากรู้เรื่องของผม?”
“ซะที่ไหนกันเล่า! ฉันคิดมาตลอดว่านายมีครอบครัวอบอุ่นปกติเหมือนชาวบ้านทั่วไปนี่”
“แล้วทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ?” คันดะคิ้วขมวดมุ่น ก่อนจะตอบออกไป
“ก็เห็นนายทำตัวเหมือนลูกคุณหนู ไหนจะอ่อนแอบอบบาง ฉันคิดว่านายจะถูกบังคับมาที่นี่ซะอีก”
ร่างบางอมยิ้ม ขยับเข้าไปกอดคอร่างสูงจากข้างหลัง ซบใบหน้ากับไหล่แกร่ง หลับตาลง แล้วเริ่มร่ายเรื่อง
“ขอบคุณนะครับ ที่ใส่ใจเรื่องของผม”
..
..
.........................
..
ในวันที่หิมะตกจนเหน็บหนาว ความทรงจำนั้นเลือนรางเหลือเกิน จนแทบจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ที่แท้จริงหน้าตาเป็นเช่นไร
“อเลนจ๊ะ รออยู่ตรงนี้นะจ๊ะ แม่กับพ่อไปธุระแป๊บเดียว..”
รถสีดำคันงามจากไป ทิ้งให้เด็กน้อยผมสีน้ำตาลนั่งรออยู่ตรงนี้....
นั่งรออยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะคนเดียว ในวันคริสมาสต์ ตั้งแต่รุ่งเช้า ท้องฟ้าสีหม่นหมองราวกับว่าเป็นลางสังหรณ์ อากาศหนาวเหลือเกิน....ร่างบอบบางที่สวมแค่เสื้อสเวตเตอร์สีหม่นหมอง ได้แต่รอคุณพ่อคุณแม่กลับมา
เวลาบนหน้าปัดนาฬิกาที่ตั้งอยู่ข้างๆม้านั่งบ่งบอกถึงเวลาเที่ยงแล้ว อากาศหนาวจนหิมะโปรยปราย แม้ว่าหิมะจะปกคลุมถนน หรือจะเกาะตามร่างกาย ผมก็ไม่คิดที่จะขยับไปไหน
........เพราะในโลกใบนี้มีแค่คุณพ่อคุณแม่ จะรอท่าน....ไม่ว่าจะนานสักแค่ไหน...
เหน็บหนาวเหลือเกิน ขากรรไกรแทบไร้ความรู้สึก ท้องเริ่มปวดมวนด้วยความหิวกระหาย ริมฝีปากแดงค่อยๆสีจางลง เนตรสีฟ้าหม่นหมองเสียยิ่งกว่าท้องฟ้ายามนี้ โอบกอดตัวเองท่ามกลางหิมะที่เหน็บหนาว
“มานั่งอยู่ทำไมตรงนี้ล่ะจ๊ะ?”
“ผมรอคุณพ่อคุณแม่กลับมาฮะ”
“ไปกับน้ามั้ยจ๊ะ”
“ไม่ฮะ.....เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่จะเป็นห่วงฮะ...”
แม้จะมีคนหลายคนเดินแวะผ่านมา แต่ไม่คิดที่จะลุกขึ้นตามไป ด้วยความรักที่มีต่อบุพการี ไม่อาจจะยันกายลุกขึ้น คนที่เดินผ่านไปมา พวกเขาเพียงแค่สงสารเพียงชั่วครู่ แค่ไม่กี่นาที ก็กลับมาสู่อารมณ์ปกติ
ไม่ใครอยากเลี้ยงเด็กต้องสาปเช่นเขาไว้หรอก...
มือซ้ายสีแดงสีราวกับตอกย้ำถึงความผิดปกติ ไม่อาจไว้เนื้อเชื่อใจใครนอกจากบุพการีที่เลี้ยงดูมาแต่เยาว์วัย
ไม่มีเพื่อนพ้อง...
....ไม่มีรอยยิ้ม...
....ไม่มีเสียงหัวเราะ...
....ไม่มีมิตรภาพ
....ไม่มี....นอกจากคุณพ่อคุณแม่...
เวลาบ่ายแก่ผ่านมา หิมะตกหนักเรื่อยๆ ทั้งกายหนาวสั่น หากแต่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะขยับกายเสียด้วยซ้ำ นั่งนิ่ง ปล่อยให้ละอองสีขาวปกคลุมลงมา
“นี่เธอ ได้ยินว่าตรงมุมถนนมีรถชนด้วยล่ะ? เขาว่าเป็นคู่สามีภรรยาที่กำลังเดินทางไปจากเมือง ชนกับรถอีกคันยับเยินหมดเลย”
“จริงเหรอ? แล้วรถเป็นสีอะไรล่ะ? มีใครเป็นอะไรบ้างไหม?”
“อ๋อ รถสีดำน่ะ ดูเหมือนทั้งคู่จะตายทันทีที่รถถูกชนด้วยนะ”
“ดูเหมือนในรถจะมีเสื้อผ้าเด็กด้วยล่ะ เพื่อนฉันเป็นตำรวจไปตรวจที่เกิดเหตุเมื่อกี้นี่เอง แล้วเด็กอยู่ไหนล่ะ?”
เสียงเอะอะดังมาจากคุณแม่บ้านช่างจ้อ หน้าร้านขายเสื้อผ้าเด็กที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากร่างเล็ก อเลนพ่นลมหายใจ น้ำตาอาบรินสองแก้ม หากคิดไม่ผิด คนๆนั้นก็คือคนสำคัญของเขา กายที่เย็นเฉียบพยายามอย่างยิ่งในการขยับกายไปยังทีเกิดเหตุ
ทว่าเพียงแค่ก้าวออกไป ร่างน้อยกลับกระแทกเข้ากับพื้นอันเต็มไปด้วยหิมะ
....สะอื้นไห้กับความอ่อนแอของตน
น้อยใจกับโชคชะตาที่ไม่เคยเข้าข้าง
หลั่งรินหยดชลเนตรด้วยกายสั่นสะท้าน
ร่ำร้องด้วยน้ำเสียงอันแหบห้าว....
“ฮึก.....ฮึก....”
คุณพ่อคุณแม่.....ผมจะไปหาท่านเดี๋ยวนี้นะครับ.......
หลับตาลง ให้ละอองพิสุทธิ์ทับถมร่างกาย อุณหภูมิเย็บเฉียบ กัดกินพลังชีวิตอันน้อยนิด ขดตัวลงนอนกับพื้นเกล็ดแก้วอันเยือกเย็น
ตึก...ตึก....
ความอบอุ่นจากบางสิ่งโอบล้อมรอบกายตน รับรู้ถึงแสงสว่างจากเปลือกตาที่ปิดสนิท ความเหน็บหนาวถูกไล่จากกายอย่างช้าๆ ก่อนที่เนตรฟ้าใสจะลืมขึ้น มองใบหน้าอ่อนโยนของบุรุษแปลกหน้า เส้นผมสีรัตติกาลและใบหน้าอ่อนโยนนั้น ก่อนที่สติจะนำพาให้ทุกสิ่งมืดมนลง
* * * * * * * * * * * * * * *
“.......”
ความอบอุ่นซึมแทรกยังกายบอบบาง ผ้าห่มผืนหนาช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เนตรสีฟ้าลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ปรับแสงที่สองผ่านบานหน้าต่างกระจกฝ้าจับพอประมาณ มือน้อยๆยันกายลุกขึ้น มองสำรวจไปรอบกาย ห้องเล็กๆที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าเตียงนอนเก่าๆ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะอาหารกลางห้อง และข้าวของราคาถูกที่ออกจะเก่าไม่หน่อย ร่างเล็กในชุดนอนอุ่นๆสีขาวที่ตัวโตกว่าขยี้ตา
“ตื่นแล้วเหรอ?”
ชายวัยเลยเบญจเพสก้าวเท้ามาจากอีกฟากของห้อง ในมือถือซุปร้อนๆหอมฉุยกับขนมปังจำนวนหนึ่ง ชายแปลกหน้าในชุดสูทปอนๆหยักยิ้มอ่อนโยนให้เด็กน้อย
“ฮะ....คือว่า....” จำไม่ได้แม้แต่อดีตที่ผ่านมา จำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่ารู้ตัวอีกที.....น้ำตากลับอาบไหลแก้มน้อย ร่างกายสั่นระริกด้วยความเสียใจจนยากจะอธิบายเป็นคำพูดใดๆได้...
.............
..........
!
.......
...
..
“อย่าร้องไห้นะเด็กดี....”
ดวงแก้วเบิกโพลงด้วยความตกใจ หากเมื่ออ้อมกอดอันอบอุ่นราวแสงตะวันสาดส่อง แม้นกายจะเหน็บหนาว หากแต่กลับรับรู้ได้ถึงกายที่ค่อยๆอุ่นขึ้น
.....อบอุ่น...เหลือเกิน......
“ฮึก...ฮึก....ฮือ........”
คำปลอบประโลมกลับมิได้ทำให้ชลเนตรหยุดหลั่งริน หากตรงกันข้ามกลับเอ่อท้นด้วยความปลาบปลื้ม
.....ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร....
.....ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชายคนนี้เป็นใคร...
....ไม่รู้.....แม้แต่อดีตที่ผันผ่าน...
..........ทั้งที่ไม่รู้......แต่ทำไม....ถึงได้อยากร้องไห้กันนะ............
“โฮ~~~~~~~~~~~~!”
..............
.
............
.
.
.................
.........
........
......
“สูญเสียความทรงจำเหรอครับ?”
ใบหน้าดูมีอายุพอควรนิ่วด้วยความเครียด ดวงเนตรแลดูอ่อนโยนมองไปยังร่างเล็กในสภาพหลับสนิทบนเตียงเก่าๆ แล้วจึงกลับไปมองเพื่อนบ้านหนุ่มผมสีเกาลัดซึ่งทำงานเป็นแพทย์อาสาพอดี คุณหมอวัยหนุ่มพยักหน้าอย่างแสดงความเสียใจ
“คงเพราะปล่อยให้ร่างกายหนาวมากเกินไป อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลง เซลล์บางแห่งหยุดทำงาน ถ้าคุณไม่ไปช่วย มีหวังเด็กคนนี้ต้องแข็งตายแน่ๆ แต่ว่าเรื่องความทรงจำสูญเสีย คงเพราะอาการช็อกและเพลียด้วย ทำให้เป็นอย่างที่เห็นล่ะครับ คุณมานา”
ปลายนิ้วลูบปลายหนวดที่ม้วยมนเป็นเอกลักษณ์อย่างใช้ความคิด ชายร่างสูงจดจำได้ว่าเสื้อคลุมของเด็กน้อยมีรายละเอียดเกี่ยวกับเด็กคนนี้ดี ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ถ้าหากคิดไม่ผิด เด็กคนนี้อาจจงใจถูกนำมาทิ้งเอาไว้ยังสวนสาธารณะก็เป็นได้
“อเลน......อย่างนั้นเหรอ......”
เปรยเบาๆ เสมองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะโปรยปรายลงมายังผืนดินสีขาว ช่างเหน็บหนาวเกาะกินกายให้สั่นสะท้าน
..........หากแต่ใยเล่า สิ่งงดงามเฉกเช่นประติมากรรมจากสรวงสรรค์กลับเย็นเยือกเหลือเกิน....
.......หากแต่ใยเล่า เด็กน้อยอันงดงามเฉกเช่นประติมากรรมจากสรวงสวรรค์กลับถูกทอดทิ้ง
แม้ว่าแขนข้างซ้ายจะแห้งเหี่ยวราวผิวหนังของคนชรา
แม้ว่าจะเป็นสีราวโลหิต
แม้ว่าเล็บจะดำขลับราวกับถ่าน
แม้ว่ากางเขนประหลาดจะฝังลึกลงบนหลังมือน้อย
ชายร่างสูงสูดลมหายใจลึกๆ ขยับกายเข้าหาเด็กน้อย ลูบผมสีน้ำตาลอย่างอ่อนโยน...
.......ไฉน...มนุษย์.....ถึงได้หยาบช้าจนต้องทิ้งเด็กตัวเล็กที่มีสภาพแปลกประหลาดด้วยภายนอกดั่งถูกต้องสาป
.....ไฉน.....มนุษย์.....ถึงได้โสมมจนต้องดูคุณค่าจากบุคคลที่ภายนอก...
.......แล้ว....มนุษย์.....เอาอะไรมาเปรียบเทียบหรือ....เอาภายนอกอะไรมาเปรียบเทียบดีหรือเลว
.....ต้องดีเท่าไหร่.....ต้องเลวเท่าไหร่....ถึงจะพอใจมนุษย์....
“อือ.....”
เสียงครางเบาๆบ่งบอกว่าเจ้าตัวเล็กตื่นแล้ว ร่างสูงชักมือออก ยิ้นต้อนรับราวกับคุณพ่อ
“ตื่นแล้วเหรอ อเลน....”
“...อะ......” ริมฝีปากเล็กอ้าค้างไว้ราวกับพยายามพูดจา “ผม?!”
ปลายนิ้วชี้แตะบนอกของตนเป็นเชิงถาม มานาหัวเราะในลำคอ พยักหน้าอย่างพึงพอใจ อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็ไม่ลืมพฤติกรรมของมนุษย์ในวัยนี้
“ผมชื่ออเลน....ใช่ไหมฮะ?.....คุณ...”
“มานา...มานา วอคเกอร์.....ตั้งแต่วันนี้..ฉันคือคุณพ่อของเธอนะ....อเลน......”
ใบหน้าน้อยมองอย่างสงสัย
“ให้เรียกว่าอะไรดีฮะ?”
“เรียกมานาก็ได้....หึๆ”
เอียงคอเล็กน้อย แล้วเริ่มเอ่ยเรียกเบาๆ
“มานา......มานา...” เอ่ยท่องด้วยใบหน้าใสซื่อ “มานา........”
“ดีมากๆ เด็กดี...หิวรึยังล่ะ?”
มือหนาอันมีริ้วรอยของการทำงานหนักลูบใบหน้าน้อยๆอย่างห่วงใย ดวงหน้าหวานขยับยิ้มอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ฮะ...มานา!”
......ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา.....ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ฉันจะมีสิ่งสำคัญต้องปกป้องดูแลแล้วล่ะ.....
* * * * * * * * * * * * * * *
เสียงหัวเราะร่าดังขึ้นเป็นระยะ เด็กน้อยในชุดดูอบอุ่นวิ่งเล่นกับชายวัยทำงานกลางหิมะขาวโพลน ปาก้อนน้ำแข็งละเอียดใส่ร่างเสื้อคลุมหนา หัวเราะร่วนเมื่อคุณพ่อถูกบอลหิมะปาใส่จนไปคลุกกับหิมะ
“ฮะๆๆ นี่แน่ะๆ!”
บอลลูกที่สองเข้าโจมตีทันใด หากแต่กลับหลบไปได้อย่างสวยงาม
“หวา~~!”
ไม่ทันไร คนที่กำลังหัวเราะก็ชักจะหัวเราะไม่ออก รู้ตัวอีกทีก็ไปกองกับหิมะเรียบร้อย
“คิกๆๆ ฮ่ะๆๆ”
ต่างก็กองลงท่ามกลางหิมะขาวโพลน เด็กน้อยลุกขึ้นปัดกายตน แล้วววิ่งกระโจนใสคุณพ่อที่เพิ่งลุกขึ้นหยกๆ
“หึๆๆ ซนจริงๆนะเรา”
“คิกๆ ก็สนุกนี่นา วันนี้มานาได้อยู่ด้วยทั้งวันเลย แหะๆๆ” อเลนตัวน้อยเอ่ย พลางหอมแก้มคุณพ่อเบาๆเป็นคำขอบคุณ
“วันคริสมาสต์นี่เนอะ อยากกินอะไรล่ะ วันนี้เลี้ยงไม่อั้น”
“จริงเหรอฮะ~!” เด็กน้อยลิงโลด โดดกอดคอชายร่างสูงอย่างตื่นเต้น “รักมานาที่สุดเลย~~~!”
หอมแก้มไปอีกฟอด หัวเราะร่าตามด้วยเกาะกายอบอุ่นไว้แน่น แม้มานาจะลุกขึ้น แต่เจ้าจอมยุ่งกลับเกาะคอเอาไว้ ไม่ยอมห่างสักที
“พ่อก็รักลูกนะ อเลน....”
จับเด็กน้อยอุ้มท่าพาเข้าบ้าน ช่างเป็นบรรยากาศที่สดใสสำหรับคริสมาสต์เสียจริง
* * * * * * * * * * * * * * *
“อิ่มแล้วคร้าบ~~~!”
เด็กน้อยเอ่ยด้วยใบหน้าร่าเริงแจ่มใส เมื่อจานที่ไร้อาหารนับยี่สิบจานอยู่ตรงหน้า แม้แต่ตอนนี้มานาเองก็ยังไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเด็กน้อยตัวเล็กๆกลับรับประทานอาหารมื้อเดียวได้พอๆกับอาหารสิบมื้อของเขาเสียอีก อเลนหันมองหน้าของคุณพ่อบุญธรรมอย่างสงสัย เมื่อมองลงไปพบว่าคุณพ่อใจดียังทานซุปแครอทไม่หมดถ้วย
“ไม่ทานอีกเหรอฮะพ่อ?”
“พ่ออิ่มแล้วล่ะ” มานาเอ่ย พลางยื่นถ้วยซุปให้เด็กน้อย “ทานสิ เสียดายของนะ”
“เอ...อิ่มแล้วนะฮะ?” เนตรสีฟ้าหรี่ลงเล็กน้อย “อย่าโกหกกันนะ”
“แค่ลูกอิ่มพ่อก็อิ่มแล้วล่ะ....” ยิ้มอ่อนโยนจนสุดท้ายเจ้าตัวเล็กยอมแพ้ ตักซุปถ้วยสุดท้ายเข้าปากอย่างรวดเร็ว
ชายร่างสูงรู้ดีว่าตัวเขาเป็นเพียงนักแสดงในคณะละครสัตว์เร่ร่อน รายได้อันน้อยนิดแลกกับอาหารและเครื่องนุ่งห่ม เดินตามไปยังหลายๆเมืองไม่มีหยุดหย่อน ถ้าตัวเขาคนเดียวก็พออยู่ได้ แต่เมื่อเก็บเจ้าตัวเล็ก ก็ต้องแบกภาระเพิ่มขึ้น ไหนจะอาหารที่รับประทานในปริมาณมาก ไหนจะเสื้อผ้าอีก
......ถ้าปกติแล้ว.....การอยู่คนเดียวนั้นดูจะไม่ลำบาก
......แต่เอาเข้าจริงๆ พอได้อยู่กับเด็กน้อยแล้ว..ถึงแม้จะเหนื่อย....แต่พอได้อยู่ร่วมกัน กลับพบว่าสิ่งนี้ได้เติมเต็มชีวิตของเขา
ตั้งแต่วัยยังหนุ่ม ออกจากบ้านเกิดซึ่งครอบครัวได้ตายจาก เดินทางร่อนเร่ไปเรื่อยๆ มีความมุ่งมั่นบางอย่างที่จะทำภารกิจให้เสร็จสิ้น รู้จักกับผู้คนมากมาย มีใครหลายคนที่ปรารถนาที่จะได้ครอบครองหัวใจเขา แต่ไม่มีใครเลยที่เขาจะยอมเผลอใจเอาใจใส่มากนัก..
......คนที่ไม่สมควรมีหัวใจ.....กลับพบว่า สุดท้ายเมื่อตนมีลมหายใจ.....ก็ต้องมีหัวใจเช่นเดียวกัน.....
.....ในที่สุดก็หาสิ่งที่ปกป้องเจอ....ในที่สุดก็หาสิ่งสำคัญเจอ...
.....เขาจะไม่ยอมสูญเสียเด็กคนนี้ไป.....
แสงเทียนจากเชิงเทียนกลางโต๊ะอาหาร ส่องสว่างให้ห้องมีชีวิตชีวา มือหนากล่องบางอย่างให้เด็กน้อยด้วยรอยยิ้ม
“สุขสันต์วันเกิด...อเลน....”
“อ่ะ!.....วัน? เกิด?...”
“วันคริสมาสต์ วันเกิดของอเลนไง? วันที่อเลนเกิดขึ้นบนโลกนี้ไง”
“วันเกิดผม...” มองด้วยดวงตาใสแป๋ว จดจ้องใบหน้าบิดาบุญธรรม
“ใช่......วันเกิดเขาต้องมีความสุขสิอเลน....”
ใบหน้าหวานน่ารักค่อยๆคลี่ยิ้ม....
.....เป็นรอยยิ้มที่งดงาม.........ราวกับสิ่งพิสุทธิ์ที่หาไม่ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้...
“ครับ!”
.................
.........
…….
…
“ว่าแต่..มานา..ทำไมถึงเป็นต้นสนล่ะครับ?”
ของขวัญในกล่องคือแก้วเจียระไนรูปต้นสนสวยงามในกล่องแก้ว มานายิ้ม แล้วดึงให้เด็กน้อยนั่งลงบนตัก ก่อนจะร่ายเรื่อง
“อเลนรู้มั้ย? ต้นสน เป็นต้นไม้ที่อดทนมากแค่ไหน..ทั้งที่ฤดูหนาว หิมะตกเต็มไปหมด...แต่ทำไมต้นสนกลับไม่ตายลงเหมือนต้นไม้อื่นๆล่ะ?”
“หืม? มันก็จริงนะฮะ เขาถึงได้เอามาทำต้นคริสมาสต์กัน!”
ชายร่างสูงลูบปอยผมนุ่มเบาๆ
“ดังนั้นพ่อถึงอยากให้อเลนเติบโตด้วยความอดทน เหมือนต้นสนที่ไม่ย่อท้อแม้หิมะจะตกลงมาหนักแค่ไหน อยากให้ลูกไม่ทิ้งความอ่อนโยนและชีวิตชีวาเหมือนใบสีเขียวของต้นสน อยากให้ลูกเติบโตสูงส่งเหมือนต้นสนที่สูงหลายเมตร ตั้งตระหง่านท่ามกลางหิมะ”
ร่างเล็กยิ้มอ่อนโยน เอาหลังให้สัมผัสแผ่นอกอุ่น กระชับอ้อมแขนของคุณพ่อให้แนบแน่นด้วยมือน้อย หลับตาลง จินตนาการถึงต้นสนสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางพายุหิมะ
“ครับ......ผมจะต้องเป็นอย่างนั้นให้ได้เลย......”
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่วันกี่คืน
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือนกี่ปี
จะยังเคียงข้างกัน จะให้กำลังใจกัน จะร้องไห้ด้วยกัน จะหัวเราะด้วยกัน
คุณพ่อที่แม้จะไม่ใช่คุณพ่อผู้ให้กำเนิด
หากแต่พระคุณของท่านช่างแสนยิ่งใหญ่
ท่านอบอุ่นส่องสว่างราวกับแสงอาทิตย์ยามอรุณ
มองความอบอุ่นแม้นจะอยู่ท่ามกลางหิมะอันเหน็บหนาวก็ตาม....
“มานาฮะ ต้นสนนี่...อดทนจังเลยนะฮะ...ทั้งที่อากาก็หนาว แถมช่วงหน้าหนาวแสงแดดแทบไม่ส่องมาถึงเลยเนอะ.....”
ต้นไม้ทั้งหลายต่างขนาดแสงตะวันไม่ได้ ต้นสนที่แสงแข็งแกร่งก็เช่นกัน
หากแต่น่าแปลกที่มันยังคงอยู่ได้ ด้วยแสงอันน้อยนิด......
“มานา~~! ผมทำไอ้นี่มาด้วยฮะ~~! คุณลุงช่างเป่าแก้วข้างเหมืองแร่เขาสอนทำอ่ะ~~!”
เสียงเอ่ยด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นจากประตู เด็กน้อยวิ่งกรูเข้าหาชายร่างสูงบนเก้าอี้ไม้ ชูต้นสนที่เกิดจากการเป่าแก้วบนความร้อนให้คุณพ่อดู ใบหน้าของชายวัยทำงานหยักยิ้มอ่อนโยน
/ ‘มานา ร่างกายของคุณอ่อนแอเกินไป....ผมคิดว่าคุณคงอยู่ได้ไม่นาน’ /
“จริงเหรอ? ให้พ่อดูหน่อยสิ....”
แม้ว่าภาพตรงหน้าจะพร่าเลือนลงทุกครา หากแต่ยื่นมือไปสัมผัสผลงานของเด็กน้อย
“สวยงามจริงๆ” เอ่ยเบาๆ
“ผมให้มานานะฮะ....”
ดวงเนตรอาบน้ำตามองอย่างปลื้มปิติ พยายามลุกขึ้นแม้กายจะด้านชาลงทุกขณะ
โครม!
เพล้ง!
“มานา~~~~~!”
ล้มลงกับพื้น สติเริ่มเลือนหาย กระอักหยดชาดออกมาอย่างยากเย็น เด็กน้อยหวีดร้องอย่างตกใจ ลงไปคุกเข่าเขย่ากายของบิดาบุญธรรม
“อเลน.....”
“ฮึก....ฮึก....มานา......”
“อย่าหยุดที่จะก้าวเดิน.....”
กายเล็กสั่นสะท้านอย่างยากหักห้ามใจ คนสำคัญของเขา....คนที่เป็นบิดาผู้อ่อนโยน กำลังจะจากเขาไป....
“มานา...คุณพ่อ.....ผมรักคุณพ่อ....นะฮะ....อย่าจากผมไป......”
“พ่อ.....ก็รักลูก....อเลน....”
“มานา....มา...นา ฮึก....ฮึก....”
มือที่กุมอยู่แน่นิ่งไร้ความรู้สึก ไร้ซึ่งการตอบรับ แม้จะเขย่ากายสักเพียงไรก็ไร้ผม
“มานา~~~~~~~~~~~~~~~! โฮ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~!”
เจ้าเมล็ดสนเอ๋ย.....จงเดินทางปลิดปลิวตามสายลมไปยังเส้นทางต่างๆที่หลากหลาย
....จงหยั่งกายลง.....ณ.....ผืนดินอันสมบูรณ์.....
พ่อจะคอยดูเจ้าจากที่อันแสนไกล...
.....อย่าหยุดที่จะก้าวเดิน....
.....ให้เหมือนกับเหล่าสนป่าซึ่งไม่หยุดที่จะอดทนกับพายุหิมะอันเหน็บหนาว
เจ้าเมล็ดสนเอ๋ย....จงเติบโตขึ้นเป็นต้นสนป่าอันสูงใหญ่...
.....วันคืนจะพิสูจน์ความอดทนของเจ้า...
.......แม้ว่าในเหมันต์กาลอันเต็มไปด้วยละอองเกล็ดแก้วอันเหน็บหนาว....
จะกัดกินเจ้าให้หนาวเหน็บก็ตามแต่.....
.....ตะวันดวงนี้จะสาดส่องไปยังเจ้า.....ให้ความอบอุ่นแม้นจะน้อยนิดให้เจ้า
จะคอยมองเจ้าจากที่ไกลแสนไกล...........
จะคอยเฝ้ามองจนกว่าเมล็ดน้อยจักเติบโตเป็นพฤกษาอันสูงใหญ่....
.................
....
.
..
“หลังจากนั้น ท่านเคาท์ได้ทำให้มานากลายเป็นอาคุมะ แต่อินโนเซนต์ทำให้ผมจัดการกับมานาได้......ตอนแรกก็ช็อก....” ใบหน้าหวานยิ้มเศร้า “แต่ถ้ามานาบอกให้ผมจัดการ ถ้าผมไม่จัดการ เขาคงจะเสียใจ...”
หันไปนั่งข้างๆ ซบใบหน้ากับหัวเข่า
!!!
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วกาย ดวงแก้วสีเทาเบิกโพลง เมื่อคนหน้านิ่วคว้าเข้ามาโอบกอดอย่างไม่ทันตั้งตัว
“มานาจะสำคัญต่อนายยังไงก็ไม่รู้” กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น
“แต่เขาตายไปแล้ว.......นายต้องเข้าใจ ถ้าอยากให้มานาของนายดีใจ ก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุดสิ.....”
“ยู....”
“แล้วช่วยให้ความสำคัญกับคนที่มีชีวิตอยู่จะได้มั้ย? ห๊า? คิดว่าคนข้างๆเป็นเสารึไง?”
ปล่อยอ้อมแขนออก หลบสายตาของเด็กหนุ่มเพื่อซ่อนใบหน้าแดงซ่าน อเลนหัวเราะร่วน แล้วหันไปซบอกของชายหนุ่ม
“แหม....งอนเป็นกับเขาด้วย” เล่นเอาคันดะอึ้งไปครู่ “เข้าใจแล้วครับ....อีกอย่าง....สำหรับผมแล้ว....ยูนี่เหมือนหิมะของผมนะครับ....”
“?”
“ถ้าไม่มียู ผมคงเป็นคนไม่มีความอดทนไปแล้ว ก็หิมะน่ะ ทั้งเย็นทั้งโหดร้ายไง”
“ว่าไงนะเฟ้ย~~!”
คันดะฉุนขึ้นมาทันใด กะจะนับหนี้แล้วแกล้งในโอกาสหน้า
“แต่ว่านะ...หิมะก็เกิดจากน้ำนี่นา...” ใบหน้าหวานเงยขึ้นสมกับใบหน้าคม
“ถ้าไม่มีน้ำ ทุกชีวิตก็อยู่ไม่ได้ แต่น้ำในฤดูหนาวนี่ใจร้ายกันจัง เขาไม่ได้ไปทำร้าย ก็มาทำให้เขาเหน็บหนาวซะงั้น...คิกๆๆ....”
ผละออก แล้วหันมายิ้มหวานให้
“แต่ไม่ว่ายูจะเป็นอะไรก็ตาม......ก็รักอยู่ดี.....”
“เก็บเอาคำว่ารักไปบอกพ่อนายสิ!”
............
...
...
.
“ครับ...ฮะๆๆๆ”
เป็นความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งบนผืนแผ่นดินนี้.....
ตั้งแต่มือนั้นที่ยื่นมาหาในยามที่จมอยู่บนหิมะ....
.................คุณพ่อ...........คือดวงตะวัน.........ที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้..........
.......ขอบคุณทุกความอ่อนโยน...
.......ขอบคุณทุกการชี้แนะ...
......ขอบคุณทุกรอยยิ้ม...ทุกกำลังใจ......
.....ขอบคุณที่เลี้ยงดูผมมา....
......................ผมจะขอขอบคุณท่านด้วยการทำวันนี้ให้ดีที่สุด......
......จะเป็นคนดี จะก้าวไปยังเส้นทางที่ได้เลือกไว้....
.........คุณพ่อ......มองผมให้ดีๆล่ะ....
.....แล้วสักวัน...ผมจะเป็นอย่างที่คุณพ่อได้หวังไว้.....
.....ผมรักพ่อครับ.......
+The end+
ย้ายซับนรกไว้เอนทรี่หน้านะครับ เพื่อจะได้เอาตอนใหม่มาลง ห้า ห้า ห้า
เย็นชาชะมัด คุณสามี..
![]()
edit @ 16 Mar 2008 15:09:57 by kuga
