กลับมาแล้วครับทุกคน....

และแล้วความอดทนของผมก็จบลงที่เดือนที่ห้าพอดี....ตอนแรกเึคยสัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าจะกลับมาอัพเอ็กทีนตอนได้คอมพิวเตอร์ใหม่ รู้สึกมันเป็นสัญญาที่แพงน่าดู = = ตอนนี้เก็บเงินซื้อเกือบได้แล้ว แต่.....ช็อตเงินไปหลายตลบ และถ้าหากได้เห็นธีมของผมแล้วคงรู้นะครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ไม่อยากให้บล๊อกมันชวนสลดหดหู่ แต่ว่า....ความจริงก็คือความจริง

 

จริงทีเดียว ที่คุณพ่อของผมนั้น สำหรับผมแล้วไม่ค่อยได้สนิทชิดเชื้อ พ่อที่ไม่ได้เลี้ยงดูผม หรือกระทั่งส่งเสียเงินเรียน แต่ว่า....ถึงจะห่างไกลสักแค่ไหนผมก็ยังรักท่าน เพราะท่านได้ให้หลา่ยสิ่งที่ยิ่งใหญ่  ผมรู้ตัวดีว่าเป็นคนใจไม่แข็งพอ แต่หลังจากเดือนมิุถุนายน.... ตั้งแต่เดือนที่ผมอัพเอ็นทรี่ล่าสุึด นี่ก็ห้าเดือนมาแล้ว หลายๆคนคงลืมผมไปแล้ว แต่ผมไม่ลืมทุกคนหรอกนะครับ หลอกตัวเองดีเหมือนกัน ที่ไม่ยอมเข้าเอ็กทีนเพียงเพราะตั้งใจจะเอาคอมให้ได้ ตอนนี้ยังไงผมก็เอาดีทางใช้คอมร้านไปก่อน เรื่องนั้นว่ากันทีหลัง

 

ตอนนี้....ผมคิดว่านี่คงเป็นการกลับมาอย่างเป็นทางการ พอซักทีสัญญาบ้าๆที่เอาแต่กดขี่ตัวเอง ผมตัดสินใจแล้ว ถึงแม้ตอนนี้ผมจะไม่มี แต่สักวันก็ต้องมี ไม่เห็นจำเป็นต้องทำตัวปลีกวิเวกแบบนี้...

 

เอ็นทรี่นี้ผมขอเขียนไว้อาลัยแด่คุณพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว....ผมทำใจไว้นานแล้วครับ เพราะคุณพ่อท่านดื่มเหล้าจัดมาแต่ไหนแต่ไร ถึงแม้จะดูโง่ดีนะที่เขียนในเวลาที่คนๆนั้นไม่มีโอกาสได้อ่าน แต่อยากเตือนใจให้ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่าน ได้รับรู้...

 

 Oyaji,.Kore wa Saigo no kotoba....sayonara,Oyasuminasai

 

.....Eien ni....

 [คุณพ่อครับ นี่คือคำพูดสุดท้าย...ลาก่อน,ราตรีสวัสดิ์นะครับ]

 

ตลอดกาล....

 

 

ตั้งแต่จำความได้ ผมไม่ีเคยได้อยู่ได้รู้จักผู้ชายคนหนึ่ง ที่ใครๆต่างก็บอกผมว่าเขาคือพ่อ คนๆนั้นในความทรงจำเลือนลางตั้งแต่ผมยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ เขาอุ้มและยิ้ม จากนั้นจึงปล่อยผมไว้กับคุณปู่และึุ๊คุณย่า เสียงผู้คนมากมายที่เดินสวนทาง ผมในตอนนั้นไม่รู้เลยว่านั่นจะเป็นการจากลาสุดท้าย ก่อนที่ผมจะโตขึ้น และได้เจอเขาอีกครั้งในอีกสิบปีต่อมา

คุณพ่อของผมเป็นคนที่ทะเยอทะยาน ท่านคิดการณ์ไกลไม่เหมือนคนในหมู่บ้่านหลังเขา ท่านคิดว่าจะต้องไปทำงานเมืองนอก เอาเงินมาจุนเจือครอบครัว กระทั่งรู้ตัวอีกที ท่านก็ทิ้งผมให้อยู่กับคุณแม่ จากไปไกลอย่างที่ผมนึกไม่ถึง ผ่านมาไม่กี่ปี ผมก็ต้องร่อนเร่ไปกับคุณแม่ ชีวิตในตอนนั้นผมก็มีแค่คุณแม่ในสายตา....ใช่...คุณพ่อไม่ติดต่อกลับมาหา ผมไม่เข้าใจเลยว่า ความรักของลูกที่มีต่อพ่อเป็นเช่นไร ในเมื่อตัวผมก็เคยมีึุคุณปู่คอยเลี้ยงดู กระทั่งต้องไปอยู่กับคุณแม่ที่ลำปาง

  กระทั่งวันหนึ่งที่ต้องย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่กับคุณย่าและคุณปู่ ผมก็ได้เปลี่ยนไป เกรงกลัวและเกลียดโลกใบนี้ ไม่รู้เป้าหมายในชีวิต ไม่เข้าใจว่าทำไมในวันพ่อหรือวันแม่ถึงมีเราที่เดินอยู่คนเดียว 1ปี 3ปี 5 ปี 8ปี ก็ยังคงเหมือนเดิม ที่ผู้ที่เลี้ยงดูผมยังเป็นปู่กับย่า พวกท่านหัวเก่า....และพยายามปิดกั้นผมมานาน พ่อคือใคร? แม่คือใคร?

 และแล้ววันหนึ่งก็มีผู้ชายคนนั้นเข้ามาในชีวิต ผู้ที่ใครๆต่างบอกผมว่าพ่อ ผมไม่ได้รักท่านมากมาย โทรมาหาก็บางครั้ง และทุกครั้งก็มีเ้สียงร้องไห้ของผู้ชายวัยสามสิบ จากน้ำเสียงอาจเข้าใจยากเสียหน่อย ทำไมกัน...ผู้ชายคนนั้นถึงร้องไห้ ชีวิตในญี่ปุ่นมันแย่เพียงนั้นหรือ? ผมได้แค่คิด แต่ก็ไม่ปริปากบอกอะไร ใครถามว่ารักพ่อไหม ก็ตอบว่ารัก....ทั้งที่จริงๆไม่เข้าใจเลย....รักพ่อ คืออะไรกัน?....

 วันหนึ่งได้ข่าวว่าท่านถูกจับได้ว่าขาดพาสปอร์ต ส่งกลับมาไทย ถึงแม้ผมจะทำตัวเย็นชาแค่ไหน แต่ไม่รู้ทำไม ผู้ชายทีึ่ผมรู้จักแค่ในรูปถ่ายเก่าๆ แค่เสียงในโทรศัพท์ แต่ผมกลับกลั้นน้ำตาไม่ไหวแล้ววิ่งเข้ากอดในวันนั้น...

หลังจากกลับไทย ก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไร้เศษเงิน พ่อเล่าเรื่องมากมายให้ผมฟัง อยู่ญี่ปุ่นมาสิบปีแล้ว จากหนุ่มบ้านนอกการศึกษาแค่ป.6 เขาคนนั้นทำอย่างไรจึงมีชีวิตได้ในโตเกียว...ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าแต่ละคำพูดกลับเป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมมีวันนี้ได้

 

คุณพ่อ....อาจไม่ได้ดีเด่นมากกว่าใคร ผู้ชายที่ร้องไห้เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิต

คุณพ่อ...อาจไม่ได้ดูดีมากกว่าใคร ผู้ชายที่ซุ่มซ่ามกว่าคนไหนที่ผมเคยเห็น

 

ข้าวของพัง งานชะงัก เงินตราสูญหาย ดื่มเหล้า เมากระจาย.....ไม่มีดีเลยสักอย่าง....

 แต่ทั้งๆที่เก่าเพียงแค่ก่อเรื่อง คนที่บ้านคุณปู่...คุณย่า คุณแม่ที่หย่าขาดไปมีครอบครัวใหม่...เพื่อนบ้าน ญาติสหาย ดูเหมือนไม่มีใครอยากคบหา

แต่ทุกคนก็รัก.....

 

ผมก็รัก...และคิดถึง ถึงแม้ท่านจะไม่ทำให้ผมมีความสุขเท่าไหร่ แต่คุณพ่อ

 

คุณพ่อจะยังคงเป็นฮีโร่ในใจ ฮีโร่ผู้ไม่ได้เรื่อง...ฮีโร่ผู้ล้มละลาย.....ฮีโร่....ที่สร้างแรงบันดานใจ...

 คนที่ทำให้ผมรักภาษาญี่ปุ่น ที่ทำให้ผมได้มานั่งเขียนบล๊อก ที่ทำให้ผมกล้าหน้าด้าน ดั้นด้นมากรุงเทพ มาทำงาน มาทำเงิน... มีเพื่อนมากมาย....มีคนเข้าใจ มีอนาคต....

 

พ่อครับ.....พ่อน่ะขี้โกงรู้ไหม.....พ่อจะรีบจากผมเร็วไปหน่อยไหมครับ? ระดับ4ผมก็สอบผ่านไปแล้ว อีกไม่ไกล..

..อีกไม่กี่ปี....ผมต้องทำให้ได้......

พ่อครับ....พ่อเคยบอกผมว่า พ่ออยากกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกสักครั้งใช่ไหม? พ่อครับ....ผมเคยสัญญาว่าถ้าผมมีเงินเมื่อไหร่ เราจะไป....ไปญี่ปุ่น แบกกระเป๋าและถือแผนที่เดินเที่ยว พ่อสอนผมให้เที่ยวโดยใช้แค่เงินกับแผนที่ใช่ไหมครับ?

พ่อครับ พี่อน่ะขี้โกงรู้ไหม....พ่อเอาแต่ดื่มเหล้าทั้งที่ผมห้ามปรามไว้หลายครั้ง ถ้าหากพ่อเลิกเหล้าให้ผมได้ ต่อให้เหนื่อยสักแค่ไหน สักวันผมจะพาพ่อกลับไปเที่ยวเมืองแห่งความฝัน ไปที่นั่น.....ไปอย่างมีเกียรติ...

 

ผมรู้ว่าเวลาย้อนกลับมาไม่ได้ หนล่าสุดเรายังคุยกันด้วยภาษาญี่ปุ่นกันยาวจนสนุก....ตอนนี้ผมไม่มีคนจะคุยด้วยแล้ว ผมคิดถึง น้ำเสียงเมาๆของคุณพ่อที่เอ่ยถามว่า ภาษาเป็นไงบ้างแล้วลูก พัฒนาขึ้นไหม? มีเงินใช้หรือเปล่า?

 

ผมรู้ดีว่าพ่อช่วยอะไรผมไม่ได้นอกจากกำลังใจ...แต่พ่อรู้ไหมครับ? ว่าผมดีใจที่ได้เป็นลูกของพ่อ

 

จากนี้ไป...อย่าห่วงผมนะ ผมสบายดี  อย่าห่วงผมเลย....

พ่อครับ แต่ถึงพ่อจะขี้โกงไปหน่อยที่จากผมเร็วเกินไป....พ่อเพิ่งจะ40กว่าๆเองนะครับ....แต่เอาเถอะ ก็ดีแล้ว....พ่อจะได้ไม่เจอโลกอันโหดร้าย....ใบหน้าของคุณพ่อที่ผมชอบที่สุด คือใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม....นะครับ....

 

ดังนั้น....หลัีบให้สบายนะครับ ขอให้ฝันดี.....ตลอดไป....

 

ตัวผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไป จะพยายามในส่วนของคุณพ่อ จะดูแลครอบครัวให้ดี....

 

ราตรีสวัสดิ์นะครับ...

 

 

+++++++++

 

รู้ตัวอีกที....น้ำตามันก็พาลจะไหล ผมคิดว่าคงติดนิสัยเจ้า้น้ำตาจากคุณพ่อมาเสียแล้ว พูดไปก็ขำดีนะ เพราะพ่อนี่เป็นคนซุ่มซ่ามอย่างเหลือเชื่อ(จริงๆนะ) ข้าวของพังไม่เว้นแต่ละวัน ก็คิดอยู่....ไม่แปลกถ้าคุณแม่จะบอกเลิก.....(เหนื่อยใจจริงๆ) มือถือเครื่องแรกคุณพ่อก็ทำมันแลนดิ้งจากประตูรถบรรทุกลงพื้น2เมตรอย่างสวยงาม = =พัง.... แว่นตาก็หักไปหลายหน ได้ข่าวว่าที่บ้านบ่นมา พ่อน่ะชอบทำแว่นหักมาแต่สมัยเด็กประถมแล้วล่ะ

ยังงงไม่หายว่าคุณพ่อท่านอยู่ในโตเกียวโดยขาดวีซ่าได้ยังไงถึง10ปี ผมถึงได้ยกย่องให้เป็นฮีโร่ในใจ ก็ไม่แปลกหรอกครับว่าจขบ.จะบ้าบิ่นติดเชื้อมาจากใคร...รู้มาคร่าวๆว่้าเคยทำงานเป็นพวกพนักงานขับรถแบ็กโฮว์ ลอดใต้อุโมงค์ ซ่อมสายไฟฟ้า ดูแลการก่อสร้าง ทำไปเสียทุกอย่างจนผมทึ่ง พ่อบอกว่าจริงๆส่งเงินมาให้ที่บ้านเยอะแยะ แต่โดนปู่กับย่าปกปิดทรัพย์สิน เอาเป็นว่าใครไม่เชื่อแต่ผมเชื่อนะครับ เพราะเงินเดือนที่โน่นมันก็ไม่ใช่ถูกๆซะด้วย

ว่าไปก็ทึ่งอีก ช่วงหลัีงๆพ่อเริ่มเผยเรื่่องของตัวเองให้ลูกฟัง ผมก็พลอยเชื่อไปด้วยว่าถ้าหากไม่เป็นจริง ก็คงโม้ไม่ออก พ่อไม่ไ่ด้ชอบดูหนัง แต่เลือกจะใช้ชีิวิตกับความจริงมากกว่า เคยคบกับยากูซ่า ดื่มเหล้าสูบบุหรี่จัด ปาจิงโกะเอย เคยซื้อรถสปอร์ตมาขับก็เคย...รู้สึก...ถ้าพ่อไมไ่ด้เมาตอนเล่า ดูเหมือนจะแอบมีลูกสาวที่โน่นอีก.... เล่นคาซิโนจนล้มละลายก็เคยมา่แล้ว (โอ้...พ่อผม =__=...) กร้านประสบการณ์แต่เสียดายที่กลับมาในสภาพแบบนั้น แต่ก็ดีใจนะครับ อย่างน้อยผมก็เคยได้อยู่กับคุณพ่อ..

 

อ่อ เรื่องความซุ่มซ่ามนั่นก็ด้วย คิดแล้วมันก็เซ็ง บางวันเอารถไปล้มข้างทาง เดี๋ยวตกเก้าอี้ เดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ประจำ เคยเจอหนักสุดคือหัวแตก เอ่อ....หนักศีรษะมันเหวอะออกมาแล้วผมต้องทำแผล =A= หน้าถอดสี...ไม่ไหว..พ่อทนมาได้ยังไงจนถึงทุกวันนี้กันนะครับ


 เอาล่ะ บางทีก็มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ท่านจะได้สบาย จะไม่ต้องทนทุกข์กับโลกโหดร้ายแบบนี้ โลกเดี๋ยวนี้มันไม่น่าอยู่เท่าไหร่หรอกครับ ดังนั้น อย่าห่วงผมเลย...ผมสบายดีครับพ่อ

 

------------------------

 

บ่นมาก็เยอะแล้ว พรุ่งนี้กะจะไปเชียงใหม่เลย ยังไงก็ฝากความคิดถึงแด่เพื่อนๆทุกคน ผมตัดสินใจแล้วว่าจะเล่นบล๊อกเหมือนเดิม และคงจะซื้อคอมมือสองแล้วล่ะ ไม่ไหว....ถ้าเก็บต่อไปคงไม่ทันการณ์

 

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ และพบกันใหม่ ^ ^

 

 

 

 

 

 

edit @ 16 Nov 2009 22:46:23 by Ishin_Kuu+Rare is mind+

edit @ 16 Nov 2009 23:22:12 by Ishin_Kuu+Rare is mind+

 

อันที่จริงใครๆก็รู้ว่าบล๊อกนี้มักจะร้าง เป็นประจำ พอดีว่าได้มาสิงสถิต์อยู่บ้านพี่แก้มเลยได้อนิงสงค์มาเล่นคอมเน็ตแรงๆสักครั้ง ก็เลยมาอัพเลวๆครับผม

 

ที่หายหน้าไปนานเพราะว่าที่บ้านเกิดไม่มีเน็ต ต้องอาัศัยร้านเน็ต มันเป็นความทุกข์อย่างหนึ่งของโอตาคุเลยนะครับนั่น ร้านเน็ตอยู่ห่างจากบ้านร่วมเกือบ5กิโลเมตร จะทำอะไรก็ใช้้มอเตอร์ไซต์ที่ต้องขออนุญาตท่านปู่ท่านย่ามา 

แรกๆผมตั้งใจที่จะเรียนม.รามผ่านอินเตอร์เน็ต แต่ในเมื่ออยู่บ้านแล้วไม่มีความสุข เข้าใจอารมณ์คนแก่น่ะฮะ เป็นพวกบ่นแบบเพ้อบ่นโน่นนี่ไม่เข้าหูตลอดเวลาแล้วก็อ้างว่าไม่มีเงิน เพื่อให้เราเลิกล้มความตั้งใจ แต่อย่าลืมไปว่ายังไงก็เป็นหลานคนหนึ่ง ผมจึงตัดสินใจที่จะมาเรียนกรุงโดยคิดจะทำงานเรียนเอง

 

ผมรู้ว่ามันไม่ง่าย แต่ก็มีคนมากมายที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว

 

ตอนนั้นเองผมรู้ว่าจะต้องมาลำบากที่นี่แน่นอน ตัดสินใจขายคอมที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของผมที่่มีราคาและได้เงินมา5000ก็เลยแบ่งเป็นสองส่วน เอาไว้ลงทะเบียนกับจ่ายค่าหอพัก ตอนก่อนลงกรุงมาสมัครก็เ็ก็บเงินไว้ตั้งแต่มกราถึงพฤษภา (ค่าขนมเสือ...กระซิกๆ)ได้มา2000 เอาไว้ใช้จ่ายน่ะฮะ

 หลังจากนั้นก็มาอยู่กรุงสักระยะโดยได้รับการดูแลจากพี่อิ๊ฟ(Naomi)แล้วก็พี่แก้ม(shakure)  เลยไม่มีปัญหาเรื่องที่พัก ขอบคุณจริงๆนะครับที่ให้ผมอยู่อาศัยและเกาะกินไปวันๆ ทำให้ผมไม่อดตาย 555+ หลังจากรีบอร์นอนลี่2ก็กลับบ้านไป

ตอนนี้กลับมาแล้วครับ กลับมาหาหอพักแล้วก็งาน จริงๆค่าหอมันเกินกว่า2500ไปแล้ว แต่ที่บ้านโทรบอกมาว่าเงินที่เราทำงานพิเศษให้อบต.ยังเหลือ ก็เลยโชคดีไป ที่บ้านส่งเงินมาให้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คัดค้านแ้ล้วด่าว่าเพราะเราอยากไปก็ช่วยไม่ได้ - - ที่จริงไม่ได้อยากดื้อด้านอะไร แต่ถ้าหากผมไม่ทำแบบนี้ อนาคตก็คงไม่พ้นคนไม่มีงานทำเป็นแน่ ผมรู้ตัวว่าตนเองทำความเดือดร้อนให้ที่บ้าน แค่การเกิดมาก็ลำบากพ่อกับแม่จนต้องแยกทางกันอยู่แ้ล้ว 

ผมรู้ดีว่าคนเราถ้าหากไม่ทนความลำบากในตอนนี้ ก็ไม่มีวันจะพบเจอความสุขในอนาคตได้หรอกครับ และแน่นอน มีหลายครั้งที่ท้อแท้จนไปบ่นกับเพื่อนในเอ็ม ที่จริงไม่ได้จงใจให้ทำตัวน่าสงสารหรอก มันก็แค่การบอกเล่าไ่ม่ใช่การโน้มน้าวให้ได้รับความสงสารจากใคร ถ้าหากเพื่อนๆเข้าใจก็ดีแล้ว

ผมเพิ่งรู้ตัวว่างี่เง่ามากตอนม.ปลาย ทำให้เพื่อนๆมากมายพาลรังเกียจ กระทั่งรวมไปถึงใครบางคนที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ตอนนี้ผมอายุ18ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่มากไหม แต่ผมจะไม่เครียดในสิ่งที่เรียกว่า "ภาพลวงตา" เพราะยิ่งโตก็ีรู้สึกว่ามัน "งี่เง่า" ความจริงก็ึคือความจริง ใช่ไหมครับ?

 ดังนั้นใครจะเป็นยัีงไงก็ช่าง...เรารักของเราก็เพียงพอแล้ว...

 พอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ หลายคนก็มักจะมองโลกแตกต่างจากครั้งที่ยังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่ ผมเองก็อาจเป็นอย่างนั้น แต่ผมจะไม่มีวันลืมเพื่อนพ้องของผม ตอนนี้ไม่มีคอมใช้แล้ว คงไม่ได้ปั่นฟิคอีกนาน รู้สึกเหมือนขาดบางสิ่งไป แต่ก็ได้บางสิ่งทดแทนนั่นคือเวลาของการพิสูจน์ตัวเองว่าจะต้องใช้ชีวิตในฐานะคนทำงานแล้วเรียนควบให้รับรสความลำบากกว่าที่เป็นมา ไม่ใช่เด็กไร้พ่อแม่แล้วฟูมฟายว่าตนลำบาก

ผมว่ามันคือการพิสูจน์ถึงค่าของมนุษย์อย่างหนึ่ง เพราะผมถูกคนมากมายไม่เว้นญาติพี่น้องว่าการเกิดมาของผมมันรกโลกสักแค่ไหน ต่อให้มีผลการเรียนที่ดีสักเพียงไร พวกเขาตัดสินคุณค่าของคนที่ผลของงาน ซึ่งก็คือการมีชีวิตและหายใจในขณะที่มีเงิน   ไ่ม่ทำงานแล้วได้เงินก็็ไม่ใช่คน - - แบบนั้นแหละวิถีของคนที่บ้านผม ดังนั้นการมาที่นี่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของผม และจะนำไปสู่ความสำเร็จหรือความล้มเหลวได้ทุกเมื่อ

เขาประณามว่าผมไร้่ค่าเพราะผมที่ยังเป็นเด็ก หาเงินไม่ได้  ก็ไม่มีคุณค่าอะไร มีแต่กินอยู่ ทำให้ลำบากใจเปล่าๆ เพราะแบบนี้แหละ ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่าผมไม่ได้ไร้ประโยชน์ ตอนนี้คุณได้ทิ้งชีวิตให้คนกำหนดคือผม ให้ผมได้เดินทางด้วยตัวเอง ไม่มีอะไรไปมากกว่าการบอกลาและให้เงินติดตัวมาน้อยนิด ไม่มีการไปส่งที่สถานีขนส่ง ไม่มีการจ่ายเงินค่าตั๋วรถให้.. บอกแค่ว่า มีเงิน มีฐานะแล้วค่อยเหยียบเข้าบ้านก็แล้วกัน

 

แต่ก็ช่างมันเถอะ..แค่นี้มันไม่ได้ทำให้ผมอยากร้องไห้...ลาที แ้ล้วพบกันใหม่เมื่อผมมี"เงิน"

 แต่ไหนแต่ไร ผมก็ถูกสอนให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว คนคนด้วยธุรกิจ อยู่้ด้วยการผูกพันธ์และมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเสมอ จงเห็นแก่ตัว จงให้คนอื่นเสียเงินเพื่อให้เรามีความสุข ผมไม่ได้อยากเป็นคนพรรค์นั้น แต่หลายครั้งที่เพื่อนผมได้กระทำเช่นนั้น แต่ผมสัญญา ผมจะไม่ลืมบุญคุณและจะตอบแทนทีหลัง เพราะไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร

 

และสำคัญที่สุด เพราะผม อยากเป็นเพื่อน....ไม่ได้อยากได้ผลประโยชน์กับใคร

ผมจะซื้อมิตรภาพคน ด้วยมิตรภาพที่บริสุทธิ์ใจของผม หาใช่เงินทอง...

 

 แต่ถึงที่บ้านจะสอนให้ผมเป็นคนตระหนี่และโลภมากเท่าไหร่ ผมก็รู้สึกไม่เป็นแบบนั้น  มนุษย์หลานคนตัดสินเงินคือพระเจ้า แต่ผมคิดว่าเงินไม่ใช่พระเจ้า เพราะพระเจ้าไม่ได้สรรสร้างเงิน

 

ใช่...เงินสำคัญกับคนเรามากมายไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้ แต่อย่าได้ไหม? อย่าได้เห็นเงินสำคัญกว่าชีวิตคน

 สิ่งที่ท่านทำกับผมมันเจ็บปวด ที่ท่านบอกว่าไม่มีเงินส่งเสียผมเรียนขอแค่พันสองพันก็ไม่ให้...แต่กลับมีเงินซื้อจานดาวเทียมหลายพัน รวมไปถึงตู้เย็นเครื่องที่3ของบ้าน ก็อยากจะรู้นะว่าเงินมันสำคัญกว่าอนาคตของหลานแท้ๆ...

 แค่ผมคิดว่ามันเรื่องเล็ก ถ้าเทียบกับความทุกข์ของเพื่อนผม เมื่อวานนั่งคุยกัน เํํธอบอกว่า..แม่ของเํธอก็คล้ายแม่ของผมเพียงแต่...แม่ของเธอที่เํธอเฝ้าขอเงินเพื่อมาเรียนราม แต่แม่กลับบอกว่า "แม่ไม่มีเงิน"

 

แต่เมื่อวาน..แม่เพิ่งซื้อรถเก๋งมาขับ...

 

มันเปลี่ยนไปแล้วเหรอ? สังคมที่เห็นคุณค่าของมนุษย์ พ่อแม่ที่รักลูกกว่าสิ่งใด นี่เหรอ? ผู้ปกครอง พ่อแม่? มีเด็กมากมายที่ลำบากเดือดร้อน เสียใจเพราะไอ้สิ่งที่เรียกว่า "เงิน"

 

สรุปแล้ว เงินคือพระเจ้า? จริงๆใช่ไหมครับ?

 

 ในทางตรงกันข้าม ผมมีเพื่อนในกลุ่ม หรือพูดให้ถูกคือรุ่นน้อง เํธอป่วยเรื้อรังมาตั้งแต่เป็นเด็ก แต่ฐานะที่บ้านร่ำรวย เธอได้บอกผมไว้ว่า เงินน่ะสำคัญ แต่มันซื้อชีวิตคนไม่ได้ เธอกลัวการผ่าตัดครั้งต่อไป...เพราะกลัว..

 

กลัวจะไม่มีชีวิตเพื่อลืมตาแล้วกลับมาใช้ชีวิตกับเพื่อนพ้องอีกเป็นครั้งที่่สอง....

 

หลายครั้งทีเ่ธอผู้แสนเข้มแข็ง ผู้ที่ต่อสู้ักับโรคร้ายมาตลอดทั้งชีวิต เธอผู้ซึ่งกินยาวันละร่วมครึ่งร้อยเม็ด เธอถึงกลับร้องไห้ออกมาต่อหน้าผม เธอบอกเพียงว่าอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ถึงเธอจะมีเงินรักษา มีเงินเลี้ยงดูจากพ่อแม่ตลอดทั้งชีวิต

 

แต่เธอกลับไม่สามารถใช้มันซื้อสุึขภาพดีถาวรของเธอได้

 

 ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นเพื่อนทางเน็ตที่ให้กำลังใจผมตอนที่ผมตกต่ำตอนม.ต้น และคนๆนั้นก็จากผมไป เขาได้ทิ้งข้อความฝากเอาไว้ เขาบอกข้อความประมาณว่า

 "จงใช้ชีวิตเผื่อคนที่ไม่มีโอกาสใช้ทีนะ"

 

เพื่อนป่วยตั้งแต่เป็นเด็ก ชีวิตของเขาวนเวียนในโรงพยาบาลมาแต่เล็ก บ้านร่ำรวย ได้ไปอยู่ต่างประเทศ แต่ก็ป่วยกระเสาะกระแสะ เขาได้สอนผมหลายอย่าง อย่างเช่นการต่อสู้กับชีวิตตนเอง คนเราน่ะมีความทุกข์ไม่เหมือนกัน แต่ก็น่าขำที่มันเป็นความทุกข์ที่เรียกว่า "เงิน"

 

 ต้องขอบคุณใครสักคนที่อ่านเอ็นทรี่นี่ แล้วนำไปพิจารณา

 

"เงิน" กับ "ชีิวิต" คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากัน?

 

 ---------------------------------------------------------------------------------------------

 

 เดี๋ยวไว้ไปร้านเน็ตแรงๆ อาจจะถ่อสังขารมาอัพบล็อกนะครับ เพิ่งรู้ว่าใช้บีจีตัวกินไฟ(หัวทองทั้งก๊ง นี่คัดมาแค่ห้าคนนะครับนั่น555+)

 

ไว้เจอกันใหม่ เมื่อเน็ตแรงและมีคอม บ๊ายบาย 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 4 Jun 2009 13:43:49 by kuga[โหมดบ้าD Uke ไม่ได้ตาฝาดครับ บ้าดีเกะจริงๆ]

 

เป็นพวกขี้เกียจอัพบล๊อกน่ะครับ เมื่อวาน.. 13 มีนาคม วันเกิดสควอโล่ซัง ก็เลยมาHBDย้อนหลังรวดเดียวกับ HAppy White Day ซะเลย

 ก็ขอให้คุณฉลามเป็นนักดาบของวาเรีย เก่งๆเทพๆอยู่เสมอ ขอให้เป็นลุกน้องของบอสที่ดีและอาจเป็นผู้นำเมื่อถึเวลา อย่าลืมดีโน่ที่เป็นเพื่อนเก่าร่วมทุกข์(?)ร่วมสุขกันมาด้วยนะ

 

 

แล้วก็สุขสันต์วันสีขาวครับ ขอให้วันนี้มีแต่ความรักสีขาวอบอุ่น บริสุทธิ์กันถ้วนหน้าครับ เอ็นทรี่นี้ขอแปะฟิคโชเน็นอัยก็แล้วกันนะครับ ใครไม่เคยอ่านคู่ SD ก็ปิดได้นะครับ (มันคู่แปลก =w=)

 

 

Title : Shiro bara [白ばら]
Author : Kugachan
Pairing : SD [Superbia Squalo X Dino Cavallone
Rate : PG-13
Spoilers: -
Disclaime: Akira Amano
Summary: ดอกกุหลาบสีขาว สัญลักษณ์ของความรักบริสุทธิ์
Author notes: เดี๋ยวเฉลยละกันนะครับว่าชื่อฟิคมันคืออะไรกันหนอ HBD สควอโล่ซังย้อนหลัง (13 มีนาคม) แล้วก็ Happy White day ครับผม ขอให้ทุกคนมีความสุขครับ ^ ^


+-+-+-+-+-+-+

นาฬิกาโบราณที่ตีบอกเวลาห้าทุ่มครึ่งชวนให้เรียวคิ้วขมวดมุ่นอย่างช่วยมิได้ แก้วอันบรรจุกาแฟพร่องไปบ้างวางลงยังจานเล็กที่รองรับ มือเรียวสีขาวซีดหยิบโทรศัทพ์สีเงินพลางมองข้อความจากหน้าปัด ข้อความสุขสันต์วันเกิดหลายฉบับที่มักได้มาจากเหล่าลูกน้องและรวมไปถึงพวกวองโกเล่ ไม่ได้ชอบนักหรอก ทว่าในใจลึกๆกลับรอคำพูดนั้นจากใครบางคน

เนตรเรียวสีเงินเหลือบไปมองตั๋วใบเก่าๆที่วางกองไว้กับเอกสารชุดใหญ่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน ช่วงนี้บอสงี่เง่าอนุญาตให้หยุดงานเพราะเป็นช่วงเวลาพิเศษของเขารวมไปถึงการได้ละจากการทำภารกิจหนักหน่วงจนเสียสุขภาพจิต ใบหน้าคมของฉลามนักฆ่าหยักยิ้มเพียงลำพัง บทเพลงหวานๆที่ดังลอดเข้ามาในห้อง จังหวะและถ้อยคำบอกรักแว่วผ่าน คงจะเป็นเพลงที่ลูซซูเลียเปิดทิ้งเอาไว้แหงๆ ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ โชคไม่ดีที่อยู่ห้องใกล้ๆกับพวกสติไม่ดีแบบนั้น

ร่างในชุดสีนิล เครื่องแบบวาเรียค่อยๆปลดออกเพื่อชำระร่างกายเมื่อรู้ว่าคงหมดเพลาที่จะรอ ใช่....13มีนา ก็แค่วันๆหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องรออะไร และอีกไม่กี่นาทีก็จะเริ่มต้นวันใหม่....



ครืด...ด.....ด...

โทรศัพท์ซึ่งเปิดระบบสั่นส่งเสียงคำรามหึ่งๆอยู่บนโต๊ะ มือซ้ายซึ่งห่อหุ้มด้วยถุงมือข้างเดียวหยิบขึ้นมาแล้วมองข้อความด้วยแววตาประหลาดใจ


/ “นี่ๆ สควอโล่ ลงไปที่สวนข้างล่างนะ ฉันจะรอตรงนั้นล่ะ”/


“หลังเที่ยงคืนเนี่ยนะ? ปาร์ตี้ชุดนอนรึไงวะ?” พ่นลมหายใจ ยืนนิ่งระลึกบางอย่าง ก่อนจะกุมขมับ


“แล้วเพิ่งมาบอกเนี่ยนะ.....ชิ”


ปุ่มส่องแสงสีน้ำเงินท่ามกลางไฟสีเหลืองนวล ขณะที่ปลายนิ้วแตะเพื่อเขียนข้อความ ก่อนส่งไปหาอีกฝ่าย


/“ห้ามเข้ามาเด็ดขาด รออยู่นอกปราสาท เดี๋ยวพ่อฟันยับ!”/



“มากะทันหัน มันน่าจริงๆให้ตายสิวะ!” ทำเสียงในพอใจในลำคอ นาฬิกาบอกเวลาห้า35นาทีแล้ว แบบนี้จะเตรียมตัวทันหรือเปล่าก็ไม่อาจรับรู้ได้


“เฮ้ย.....เตรียมของไว้ด้วยล่ะ ทันก่อนเที่ยงคืนนะว้อย” หันไปออกคำสั่งในโทรศัพท์ประจำห้องแทน ปลายสายตอบรับก่อนจะกดวางอย่างรวดเร็วแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวและเครื่องแต่งกายเข้าห้องน้ำ


สายลมเย็นที่พัดเข้ามาภายในห้องทำให้ตั๋วใบเล็กสองใบปลิวไปตามแรงลม ก่อนที่จะตกลงไปยังพื้นกระเบื้องสีอ่อน สเพลบี สควอโล่หยักยิ้ม หยิบตั๋วขึ้นมาแล้วหาหนังสือมาวางทับไว้ ไม่ลืมจะมองรูปซึ่งประดับภายในกรอบไม้สีน้ำตาลมันเงา

ประตูห้องน้ำซึ่งเป็นกระจกฝ้าปิดลง พร้อมร่างสูงสมส่วนเข้าชำระร่างกาย ท่ามกลางสายน้ำอุ่นที่กระทบร่างสีขาว สมองกลับครุ่นคิดไปถึงเรื่องราวในอดีตเข้าจนได้







“ชอบรูปนี้เหรอ? สควอโล่”

หันจากรูปเป้าหมายมาเป็นดวงหน้าติดสวยที่ยิ้มมองเหมือนรู้ทัน ร่างสวมสูทสีนิลเอียงคอถามพลางเหลือบไปมองบางอย่างที่เนตรสีเงินได้เหม่อมองอยู่


“คงงั้นล่ะ แต่ช่างเถอะ ซื้อไปจะเอาไปแขวนที่ไหน”


เนตรสีอำพันสุกสกาวราวกับอยากรู้อยากเห็นมองตาอีกฝ่ายแล้วจู่ๆก็เลื่อนสายตาพิจารณารูปศิลปะนั้น


“แต่ว่าก็สวยดีนะ ถ้าไม่ติดว่ามีคนจองประมูลแล้ว....อ่า....แต่ฉันว่าถ้าอยากได้ลองประมูลไม่เห็นเสียหายนี่นา”


“ไร้สาระน่า แค่รูปๆหนึ่ง” ถึงกระนั้นดวงตาคู่นั้นก็พยายามหันไปมองรูปบ่อยๆ ดีโน่แห่งคาวัลโลเน่ที่เป็นคนลากเข้างานประมูลรูปศิลปะถึงกับอดแขวะเสียไม่ได้ ใครจะรู้ว่าคนห่ามๆอย่างสควอโล่จะสนใจภาพสีน้ำมันได้ถึงขนาดนี้



งดงามชวนจับตากับภาพของหญิงสาวปลายศตวรรษที่18 กับชุดกระโปรงสีขาวอันงดงามวิจิตร ใบหน้างดงามและเรือนผมสีทองสลวย มือเรียวระหงอันถือดอกกุหลาบสีขาวและดวงหน้างามราวเทพธิดากำลังยิ้มให้กับผู้ที่ชื่นชมนางอยู่ เก้าอี้สีขาวที่รองรับเรือนร่างและรอบกายอันเต็มไปด้วยกุหลาบสีขาว สะกดทุกสายตาของผู้ที่ชื่นชม


“แต่ว่านะ....มันก็ดูเหมาะ......”


“เห....หมายถึงอะไร?” เนตรคู่งามสบมองกับเนตรคู่เรียวที่หรี่ลง


“ไม่มีอะไร...แค่คิดว่าผมสีทองมันเหมาะกับกุหลาบสีขาวนั่นดีก็เท่านั้น”


“เหรอ~~~!” ดูตื่นเต้นเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ ร่างสูงโปร่งที่ส่วนสูงไล่เลี่ยกันขยับเข้าหาแล้วยื่นใบหน้าน่ารักเข้าใกล้


“ที่แท้สาวสเปกของสควอโล่คงเป็นแบบนั้นใช่ม้า~”


“ไม่ใช่ซักหน่อยว้อย!”


บอกอีกฝ่ายด้วยใบหน้าคร่ำเคร่ง เดินก้าวฉับๆออกไปข้างนอก โดยไม่ลืมลากอีกฝ่ายออกไปด้วย ร่างผมสีเงินยาวในชุดสูทสีนิลสบถเมื่อเห็นท่าทางงอแง(?)ของร่างผมสีทองที่ไม่ได้อยากออกไปเสียเลย กระนั้นในที่สุดก็พาเจ้าตัวยุ่งออกมาจนได้แล้วเลิกเถลไถลเสียที


“เลิกเสียเวลาแล้วเริ่มงานซักทีเถอะ อยู่กับแกแล้วมีแต่เรื่องยุ่งๆ”

ลากชายหนุ่มเจ้าปัญหาเข้ามาในรถ ตอนออกมาก็เกือบแย่เพราะขาเจ้ากรรมของอีกฝ่ายก็เกือบสะดุดบันไดหน้าคว่ำให้อายหน้าเด็กอนุบาล หลายต่อหลายครั้งที่สควอโล่คิดว่าไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่กับอีกฝ่ายเพียงลำพังโดยปราศจากลูกน้อง

“อือ....ก็ได้” ถึงจะทำเสียงไม่พอใจ แต่ก็ก้มหน้ารับงานต่อไป แม้จะได้เพียงสายตาดุๆตอบกลับมาก็ตาม....






หลังจากแต่งกายเสร็จสิ้นพลางเหลือบมองไปยังห่อของขวัญสีเงินที่พับเก็บสอดไว้ยังสมุดไดอาร์รี่ น่าแปลกที่ว่าแค่ห่อกระดาษธรรมดาก็ทำให้เขาต้องวุ่นหาวิธีเก็บรักษา แต่น่าขำกว่าคือของที่ได้รับนั้นคือช็อดโกแล็ตทำเองซึ่งกว่าจะกัดเข้าไปก็คิดแล้วคิดอีกว่าจะมีพิษอยู่ในนั้นหรือเปล่า



ในเมื่อทำแบบนี้เราก็ถอยกลับไปไม่ไหวแล้วสินะ.....


ดวงหน้าสวยเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ กัดเรียวปากสีอ่อนพลางถอนหายใจหลายเฮือก กลิ่นหอมของน้ำหอมกลิ่นกุหลาบลอยฟุ้งจากร่างโปร่งสูงที่นั่งอยู่ภายในรถพร้อมกับลูกน้อง หลังจากนี้ไปก็ต้องออกไปคนเดียว ประตูของสวนทิศตะวันออกของปราสาทวาเรียที่มักเป็นที่รับแขก ที่ซึ่งเขามานั่งเล่นบ่อยๆเพื่อเจอกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนด้วยกันอย่างสควอโล่หรือแซนซัส และตอนนี้อาจเป็นลานแสดงตลกของเขาก็ได้...



“อี๋~~~~”

โทรศัพท์ส่งเสียงเพลงและการสั่น เรียกให้ร่างผมสีทองสะดุ้งจนเปล่งเสียงร้องอุทานออกมา ก่อนจะรับด้วยมือสั่นๆ


“เดินเข้ามาสิ เปิดประตูไปเลย ฉันนั่งรออยู่ตรงนั้นแหละ”


“อ่ะ...เอ้อ......ปะ.....ปะ...ไปล่ะนะ.....”

พวงแก้มสีแดงระเรื่อเพราะเลือดที่สูบฉีดแสดงความเขินอาย สูดลมหายใจลึกๆและเปิดประตูรถออกไปโดยมีลูกน้องยิ้มให้กำลังใจอยู่


เท้าก้าวไปยังทางเดินซึ่งประดับด้วยดอกไม้นานาพันธุ์และดวงไฟสีเหลืองนวลส่องไปทั่วทั้งบริเวณ ประตูสลักลายพันธุ์ไม้วิจิตรถูกมือเรียวเปิดออกช้าๆ ก่อนที่ใบหน้าสวยจะประดับด้วยรอยยิ้มและดวงตาส่องประกายสดใส


กลิ่นหอมกรุ่นของกุหลาบสีขาวทั่วทั้งบริเวณอันตกแต่งอย่างดงามเสียยิ่งกว่าภาพวาดอันวิจิตรตระการตา แจกันที่เปลี่ยนเป็นสีขาวบริสุทธิ์ประดับด้วยกุหลาบสีขาวไร้หนาม กระทั่งค็อกเทลสีใสเองภายในแก้วยังประดับด้วยกุหลาบสีหิมะดอกเล็กๆซึ่งวางบางโต๊ะที่มีเจ้าของเรือนผมสีเงินรวบมัดต่ำ ในชุดสูทสีขาวซึ่งนั่งหันหลังให้


“ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนแบบนั้นนะ....ปีไหนๆก็ไม่ได้ตอบแทน...ช็อกโกแล็ตนั่น....ฉันมันพวกไม่รู้ว่านายชอบอะไร.....”



“จะหาว่ามันตลกก็หัวเราะได้เลย....”


พูดทั้งๆที่ไม่หันหน้ามองผู้มาเยือน อาจเพราะความขัดเขินอันเนื่องจากปกติมักแสดงเป็นแต่ความตรงไปตรงมาราวขวานผ่าซาก นักดาบหนุ่มสังกัดวาเรียลุกขึ้น กลั้นหายใจเพื่อที่จะหันมองอีกฝ่าย


“ใครว่าล่ะ......” ยิ้มทั้งๆที่กลั้นน้ำตาแห่งความยินดีเอาไว้เสียมิได้




“ดีมากเลยล่ะ...ฉัน...ฉันชอบของตอบแทนมากๆเลยล่ะ สควอโล่.....”



ยังคงเหมือนเดิม ยังคงเป็นสควอโล่คนเดิมที่ห่วงใยเรื่อยมา


ใช่ไหม?.....





“นี่...หันมาสิ.....” ใบหน้าสวยยิ้มหวาน


“สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะ....อาจจะไม่ถูกใจนายก็ได้.....”



กลิ่นหอมๆที่สัมผัสได้ น้ำเสียงน่ารักที่ก้องกังวานเสมอ สิ่งที่สร้างให้หัวใจเบิกบานภายใต้ใบหน้าอันคมคาย เพียงหยักยิ้ม ก่อนค่อยๆหันไปมองอีกฝ่ายแล้วต้องเบิกเนตรด้วยความประหลาดใจ



เรือนผมสีทองรวบมัดและจัดทรงสวยประดับด้วยกุหลาบสีขาว ชุดกระโปรงยาวสีขาวซึ่งห่อหุ้มเรือนร่างสูงโปร่งเอาไว้ จับระบายเผยลำคอขาวอันสวมสร้อยรูปกางเขนสีทอง แขนถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อแขนยาวอันตัดด้วยลูกไม้ลายดอกไม้ เครื่องหน้าสวยถูกประดับตกแต่งพองามด้วยเฉดสีชมพูอ่อนๆขับให้แลดูงดงามกว่าเดิม แม้ว่าอุณหภูมิร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้น กระนั้นก็เก็บซ่อนความเขินอายด้วยการก้าวไปหาอีกฝ่าย พร้อมทั้งระบายรอยยิ้มแล้วเข้าโผกอด


“พอรู้ตัวอีกทีภาพนั้นก็ถูกประมูลไปแล้ว...ก็...ฉันไม่ได้หมายความว่าตัวเองจะ....เอ่อ....จะแทนรูปนั้นได้หรอกนะ....”

พูดไปหน้าแดงไป ไม่อยากให้ชายหนุ่มได้เห็นใบหน้าของตนจึงซุกเข้าแผ่นอก ไม่รู้ด้วยว่าใบหน้าคมนั้นมีความรู้สึกใดที่ระบายอยู่


“ยังอุตส่าห์จำได้อีกเรอะ....คุณหนูอย่างนายมันไร้เดียงวาชะมัด”


“ก็....ก็ฉันไม่รู้นี่ว่าสิบปีผ่านมาแล้วนายชอบอะไร รู้สึกอะไร ที่ผ่านมาไม่ค่อยจะยอมบอกเลย” เสียงน่ารักอู้อี้ในลำคอ ก่อนซุกใบหน้าเข้าหา


“ฉันบอกไปแล้ว นายต่างหากที่ไม่รู้จักสังเกต....แต่ก็ดี.....งานนี้นายดูออกแล้วล่ะ” ด้วยแรงที่มากกว่า ได้จับไหล่อีกฝ่ายผละออกไปโดยที่ร่างโปร่งสูงมีใบหน้าเหวอๆ สควอโล่หัวเราะกับท่าทีราวเด็กหนุ่ม ก่อนจะจับปอยเส้นผมสีทองเบาๆ



“ฉันแค่คิดว่า...ถ้านายใส่ชุดนั้นคงจะเหมาะเท่านั้นแหละ.....”


ก็ใครจะไปรู้ว่าคนอย่างนายจะใจตรงกันแล้วมาหาฉันในสภาพแบบนั้นกัน



“จริงอ่ะ!” ยังเหมือนเด็กน้อยไม่รู้จักโต หัวเราะกับท่าทางน่ารักน่าแกล้ง แล้วนั่งลงกับเก้าอี้นั่งเล่นภายในสวน


“คงงั้น มานี่สิ” กวักมือเรียกอีกฝ่าย ดีโน่ยิ้มแหยๆแบบคนกลัวจะโดนแกล้ง(ประจำ) พอขยับเข้าใกล้ก็เกือบร้องเหวอเมื่อถูกคว้าเอวเอาไว้ให้มานั่งตักอีกฝ่าย


“วันเกิดฉันย้อนหลังสินะ” ขยับใบหน้าเข้าใกล้ ริมฝีปากแตะพวงแก้มนุ่มเบาๆ “แสดงว่าเอาตัวเองมาเป็นของขวัญเรอะ?”


“ก็...ก็ประมาณนั้น” หลับตาปี๋เมื่อรู้สึกถึงลมหายใจร้อยๆที่เป่ารดใบหน้า


“วันนี้วันไวท์เดย์...งั้นฉันจะให้ตัวเองเป็นของตอบแทนไปเลยดีไหม?” กระชับมือที่โอบเอวคอดซึ่งถ้าเดาไม่ผิดคงถูกคอเซ็ตรัดอยู่ “คืนนี้จะอยู่ด้วยทั้งคืน เอาไหมล่ะ?”


“ก็......ยังไงก็ได้.....”

“เลิกเขินได้แล้ว!” มือขวาหันไปดึงแก้มอีกฝ่ายจนเนตรอำพันต้องเบิกกว้าง ก่อนจะประท้วงด้วยการร้องเสียงอู้อู้

“เอ็บอ๊า~” มือเรียวแตะมืออีกฝ่ายให้เลิกเล่นแบบเด็กๆสักที ฉลามหนุ่มฉีกยิ้ม ก่อนจะปล่อยออก แล้วหันสบร่างบนตักด้วยแววตาที่จริงจัง


“ยังไม่เปลี่ยนไปจริงๆ”


“เอ๋?”

“ยังเป็นคุณหนูงี่เง่าเหมือนเดิม” บอสคาวัลโลเน่ทำหน้าเหวอแล้วโจมตีด้วยศอกไป1ที แต่ดูเหมือนว่าสควอโล่จะไม่สะทกสะท้านอะไร รู้ถึงจุดอ่อนอีกฝ่ายแล้วแนวชิดให้ใบหน้าใกล้กันไม่กี่เซ็นต์



“นายยังงี่เง่า ปัญญาอ่อนแถมยังทำตัวเป็นเด็กเหมือนเดิม”


ไม่ใช่ว่าไม่ชอบนะ...ตรงกันข้าม...ฉันกลับชอบ....


“สควอโล่ก็เหมือนกัน...เสียงดัง มือหนัก...แถมชอบด่าฉันบ่อยๆด้วย”


เมื่อก่อนฉันก็กลัวเหมือนกัน พอได้จากกันไป นายจะเปลี่ยนไปไหม? นายจะยังเป็นสควอโล่คนเดิมไหม?


“แล้วดีไหมล่ะ?” เสียงทุ้มที่นุ่มนวลลงกว่าเดิม เป็นคนที่โผงผางหากแต่เวลาได้อยู่ด้วยกันแล้ว เขาคนนี้จะยังอ่อนโยน และตามใจอยู่บ่อยๆ


“เหมือนสมัยเรียนด้วยกันเลยเนอะ.....” ดีโน่กล่าวพลางนึกย้อนไปถึงเรื่องในอดีต “ไม่มีวันไหนที่นายจะไม่ดุฉันเลย”


“ตอบมาสิ ชอบหรือไม่ชอบล่ะ”


“ชอบ....รึเปล่านะ.......”


รอยยิ้มที่ราวกับตะวันส่องสว่าง ที่ประดับบนใบหน้า ร่างโปร่งสูงที่แม้นวัยจะเปลี่ยน ร่างเล็กกว่าที่มักเดินตามต้อยๆ บัดนี้ได้กลายเป็นถึงบอสที่ปกครองเหล่าลูกน้องร่วม5000คน ใจหายเหมือนกันที่ต้องลาจากคุณหนูจอมซุ่มซ่าม ต้องทำหน้าที่นักฆ่าของวองโกเล่.....นามของวอริเออร์


“แต่ไม่ว่าจะชอบหรือเปล่า....ฉันก็อยากจะบอกนายเหมือนเดิม.....” เนตรอำพันส่องประกายสดใส ขยับเข้ากระซิบพลางโอบไหล่อีกฝ่ายอย่างรักใคร่



“ฉันดีใจที่ได้พบนาย”


“หึ.....”




จะกี่ครั้งที่ได้พบพาน ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม เหมือนกับว่าวันเวลาที่เราลาจากหลายต่อหลายปีไม่เคยได้ทำลายความมั่นคง และอุปนิสัย ความรักบริสุทธิ์ราวกับดอกกุหลาบสีขาวนั้น แม้นจะดูแปดเปื้อนง่าย กระนั้นก็มีหนามแหลมคมป้องกันมิให้ดอกไม้นั้นบอบช้ำง่ายดาย....


แสงสีเหลืองนวลของดวงไฟภายในสวนส่องยังสองร่างที่ยังโอบกอดกันอย่างเงียบงัน เรียวปากที่จุมพิตสัมผัสมิได้ร้อนแรงหากแต่เนิ่นนานราวสะกดซึ่งกาลเพลาที่ผ่านผัน ท่ามกลางกลิ่นหอมหวานหากแต่อ่อนโยนยิ่งของกุหลาบสีขาว ค่ำคืนสีขาวเริ่มต้นและแม้นมิได้มีถ้อยคำบอกรักแสนหวาน หากแต่รสสัมผัสกับซาบซ่านไปทั่วอณูร่างกาย



มองดาราส่องประกายบนน่านฟ้าสีหมึกราวกับเป็นพยานแห่งความรักอบอุ่นที่ถักทอเป็นสายใย แม้นรู้ว่าเพียงชั่วเสี้ยวของเพลาคือการได้พบพาน กระนั้นก็ต่างโหยหากันและกัน ถึงร่างจะอยู่คนละฟากฝั่งของโลกาอันกว้างใหญ่ อยู่ภายในอ้อมแขนกันและกัน เฝ้ามองท้องฟ้า สัมผัสสายลมและกลิ่นอายหอมอ่อน กระทั่งอัญมณีสีอำพันของเด็กไม่รู้จักโตที่หลับลงภายในอ้อมแขนร่างผมสีเงิน


สเพลบี สควอโล่เพียงแตะเข้าที่พวงแก้มใส ก่อนจุมพิตที่ข้างแก้ม นาฬิกาข้อมือชี้ไปยังเล็กๆหนึ่ง ได้บอกเขาเอาไว้ว่าเวลาไม่ได้มากนัก เพลาแห่งความสุขมักสั้นเสมอ

อุ้มร่างที่แม้นสูงไล่เลี่ย หากแต่เบากว่าที่คิด อากาศที่เย็นสบายเพราะตอนนี้หิมะเริ่มละลายและสวนตรงนี้ก็มีหลังคากระจกคอยกั้นบรรยากาศเหน็บหนาวเข้ามาภายใน



“นายรู้อะไรไหม? คุณหนูงี่เง่า?” แม้รู้ว่าคงไม่ได้ยินแต่ก็พร่ำเอ่ยออกมา “ชุดที่นายใส่น่ะ”




“เหมือนชุดเจ้าสาวชะมัด....หึๆ......”


เหมือนกับว่าเรากำลังแต่งงานโดยไร้ซึ่งแขกผู้เป็นพยาน มีเพียงดอกไม้สีขาวประดับตกแต่ง มีเพียงดวงดาราเป็นประจักษ์พยาน มีเพียงคู่บ่าวสาวที่สมรสโดยที่ยังไม่รู้ตัว....



ค่ำคืนเงียบงันและร่างคนขี้เซาที่ถูกวางลงบนเตียงนุ่ม ใบหน้าไร้เดียงสายามหลับฝันก็ชวนให้อดยิ้มเสียมิได้ อาภรณ์สีขาวถูกปลดออกก่อนร่างเปลือยเปล่าจะถูกสวมทับด้วยเชิ้ตสีขาวปกปิดเรือนร่างเอาไว้อย่างทะนุถนอม เจ้าของห้องนั่งเคียงข้างก่อนที่ดวงไฟภายในห้องจะหรี่แสงลง


.....ความอบอุ่นที่รู้สึกได้ ตลอดหลายชั่วโมงแห่งการนิทรา มีเพียงโลกที่มีสองร่างอยู่ภายใน.....




“นี่...เราจะได้เจอกันอีกไหม?”

อัญมณีสีเงินที่ส่องประกายในความมืดเพียงหลุบต่ำ มองเพดานว่างเปล่าแล้วหันไปมองดวงหน้าสวยในความมืดสลัว ปลายนิ้วข้างที่มิใช่เครื่องจักรแตะพวงแก้มนุ่ม


“ได้เจอก็จริง ถึงมันจะแค่ชั่วคราวก็เถอะ....”



เส้นทางมันต่างกัน


ไม่มีวันได้อยู่ด้วยกัน...


ลาจาก...พบพานเพียงชั่วครู่....



แสงตะวันอ่อนๆยามเช้าสาดส่องเข้าผ่านหน้าต่างกระจกใส ร่างโปร่งสูงผมสีเงินลุกขึ้น ก่อนผินมองด้วยใบหน้าที่ยิ้มแม้จะดูเจ็บปวดก็ตาม...


“คงต้องจากกันเพียงเท่านี้สินะ”


อโณทัยสาดส่อง พรากร่างผู้เป็นที่รักให้จากจร


ความฝันหอมหวาน เจือจาง สู่ความจริง


เมื่อยามเช้ามาถึง

ความฝัน....ก็จบลงเพียงเท่านี้............




“ตื่นได้แล้วล่ะ จะมัวแต่ฝันไปถึงไหน.....” สควอโล่ว่าพลางเขย่าปลุกอีกฝ่าย กระนั้นเจ้าคุณหนูงี่เง่ายังละเมอฝันต่อไปอีก


“งืม.....สุขสันต์วันเกิด...อ่า...ลืมบอก....ไปซะแล้วสิ....”



“บ้าเรอะ ก็แค่วันๆหนึ่ง แล้วนายบอกสายไป1วันนะว้อย”


ก็แค่วันๆหนึ่ง....ที่มีนายอยู่ด้วยเท่านั้น....



“อืม.....ของตอบแทน....ฉันชอบมากๆเลย....”


ก็แค่วันๆหนึ่ง....ที่ไม่ได้อยู่คนเดียว....


“นี่.....สควอโล่....ไปเที่ยวกันนะ...” ใบหน้าประดับรอยยิ้ม


ก็แค่วันๆหนึ่ง................






“ไว้ว่างๆ ค่อยไปเที่ยวก็ได้......”



แต่วันๆหนึ่ง......กลับมีเรื่องดีๆเกิดขึ้น


แต่วันๆหนึ่ง ที่แสนสั้น...กลับมีความสุขได้มากถึงขนาดนี้....


ไม่มีคำพูดบอกรักหวานๆใดๆ ไม่มีอ้อมแขนโอดกอดอย่างเร่าร้อน ไม่มีเค้กวันเกิดแสนอร่อย ไม่มีของขวัญกองโต


มีแค่...ใครสักคน....ใครสักคนที่ชื่อว่าดีโน่ คาวัลโลเน่



ขอแค่นั้น...แล้ววันๆนั้นก็ไม่ใช่วันธรรมดา....



โทรศัพท์ประจำห้องส่งเสียงดังหากแต่ไร้ซึ่งใครที่รับสาย มีเพียงรูปของเรือนร่างผมสีเงินและสีทองในวัยเด็กกำลังยิ้มอย่างมีความสุข จากนั้นเสียงก็ค่อยๆเงียบหาย ไปพร้อมกับซองจดหมายซึ่งมีแหวนเงินสลักอักษรวางทับอยู่



+The End+

ให้ความรู้สึกว่ามันหวาน...อ๊ากกกก รับตัวเองไม่ได้~~~~ ผีไวท์เดย์(?)เข้ารึเปล่าก็ไม่รู้~~!(อึ้ง) ไม่ได้แต่งหวานๆ(??)มานานแล้วอ่ะครับ =w=|| อ่อ...แล้วก็ค้างสินะครับ ลองอ่านย้อนกลับไปดู อันที่จริงสองคนนี้เค้าตกลงคบกันอย่างลับๆ(?)ครับ

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ (โค้ง)

ปล.บางคนไม่เคยอ่านคู่นี้ ถามว่าไปรู้จักกันได้ยังไง ก็เอาตามคำตอบในเล่ม14นั่นแหละครับว่าเพื่อนร่วมรุ่น แต่ถ้าผมจำไม่ปิด ในไลท์โนเวลบอกว่าเป็นเพื่อนร่วมห้อง ไปนั่งอ่านก็เลยจิ้นพรุนครับ


 

 

edit @ 14 Mar 2009 14:57:25 by kuga[โหมดบ้าD Uke ไม่ได้ตาฝาดครับ บ้าดีเกะจริงๆ]

 

 ลากสังขารเสื่อมๆตัวเองมาอัพคร้าบ มาแบบลิ้นห้อย เพิ่งสอบไฟนอลไปหมาดๆ(บ้านไหนไฟนอลตอนเดือนกุมภามั่งครับ เหนื่อยยยย)

 

แต่พอเจอม้าซุ่มซ่ามแล้วหายเหนื่อยเลย กร๊ากกกส์ แปะรูปดีกว่าค้าบบบบบ

 

 

buon compleanno (HBD) Dino cavallone

 

ขอให้ความซุ่มซ่าม ความรั่ว ความบ้า ความน่ารักสถิตในตัวนายนะ ม้าเอ๊ย^ ^ เป็นไปได้ขอให้เคะขึ้น เคะวันเคะคืนอย่างที่คนในคลับอยากให้เป็นกร๊ากกกกส์

 

 //หลบแม่ยกหลายคนที่รุมสกรัม

 ขอให้มีความสุข เป็นบอสที่ดีนะ ถ้าเป็นไปได้ขอให้มีคนดูแลที่แจ่มกว่าโรมาริโอ้ ใช้คนแก่มันไม่ดีนะโน่ กร๊ากกกส์

 

//ร่อนจากบอร์ดไป

 

อา..เกิดหลังวันเกิดผม1วัน เล่นเอาผมเหนื่อยจริงๆ แต่ก็มีความสุข เกิดใกล้กันมันดีจริงๆให้ดิ้นตาย คึหึหึ

 

 

 

edit @ 4 Feb 2009 21:07:24 by kuga[โหมดบ้าD Uke ไม่ได้ตาฝาดครับ บ้าดีเกะจริงๆ]

edit @ 4 Feb 2009 21:10:07 by kuga[โหมดบ้าD Uke ไม่ได้ตาฝาดครับ บ้าดีเกะจริงๆ]