[Sf. KHR] simple life in white day [1827]

posted on 16 Mar 2008 15:10 by ishin-kuga

 

+ว่างๆมาอัพฟิคลงบล็อกครับ สุขสันต์วันไวท์เดย์ครับ+

 

+คำเตือน+

ลบภาพลักษณ์ของฟิคYที่มากด้วยฉากหวานแหววชวนฝัน หรือเร่าร้อนทะลุจุดเดือด เพื่อวันสีขาว และเพื่อตอบสนองความบ้าของคนแต่ง ฟิคนี้มันจึงถือกำเนิดขึ้น จนไม่น่าเชื่อว่าฟิคนี้หรือฟิคก่อนหน้านี้มันจะแต่งมาได้เพื่อฉลอง!

มันYน้อยน่ะครับ ต้องเข้าใจ ดังนั้นถ้าเตรียมใจมาแล้วก็อ่านได้เลยครับ

Title : [short fic]simple life in white day [1827 version.]

Author : Kugachan
Pairing : hibari kyoya x sawada tsunayoshi
Rate : PG-13

Spoilers:  -
Disclaime: Akira Amano
Summary:  -
Author notes: - Happy white days ฟิคนี้น่าทำเป็นซีรีส์แฮะ ฮ่ะๆๆอันเนื่องจากฟิคDGM จากวันวาเลนไทน์ มันเลยเป็นควันหลงสู่วันไวท์เดย์ แต่ขอฉลองแบบ1827 เวอร์ชั่น เห็นเวอร์ชั่นของพ่อแมวดำจอมเชือดกัน หนูขาวโหมดราชินี (โซบะถั่วงอกน่ะ)กันมาแล้ว สำหรับบางคน งานนี้มาเป็นเวอร์ชั่นพ่อนกจอมขย้ำกับทูน่าราชินีกันเถอะ ห้า ห้า ห้า ฟิคนี้ไม่ดุเดือดรุนแรงเท่าโปรเจคก่อนนะครับ คือไม่ใส่ฉากแอ็กชั่นไปมาก จะเน้นเรื่องความรักมากขึ้นนิดหน่อย คงเพราะเป็นการส่งท้ายเทศกาลหวานๆน่ะนะ

+ + + + + + + + + + + + + +

ไม่เข้าใจถึงการกำเนิดซึ่งชีวิต

หากชีวิตมันทั้งเลอค่าอย่างที่ใครๆเขาว่ากัน

แล้วทำไม...ไอ้คำว่าชีวิตมันกลับได้โสมม

มีนับร้อยนับล้านชีวิตที่เกิดมาอย่างสูญเปล่า

ชีวิตเลอค่าที่ใครๆว่ากัน

หมายถึงไอ้สถุลที่ทำได้แค่ข่มเหงผู้อื่น เป็นเศษสวะไร้ค่าตามท้องถนนหรือ?

หมายถึงคนนอกคอกที่เอาแต่ดิ้นรนเพื่อปากท้องตัวเอง โดยไม่สนว่าใครหน้าไหนจะเดือดร้อนหรือ?

ถ้าชีวิตมันมีค่ามากขนาดนั้นล่ะก็?

แล้วอะไรล่ะ? ที่เป็นตัววัดว่าชีวิตคือสิ่งมีค่ากัน?...

+ + + + + + + + + + + + + +

 

บานกระจกอันขวางกั้นป้องกันฝุ่นผงจากภายนอก ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับกองเอกสารมากมาย สีชาดของปลอกแขนเป็นสัญลักษณ์ของคณะกรรมการรักษาระเบียบ คิ้วเรียวขมวดมุ่นกับเอกสารจำนวนหนึ่ง หากแม้นรอยยิ้มจะปรากฏบนใบหน้านี้สักหน เขาคงรูปงามราวเทพบุตรที่ล้ำเสน่ห์ หากแต่บัดนี้ด้วยใบหน้าคร่ำเคร่งที่เป็นอยู่ ส่งผลให้ใบหน้าหล่อคม ผิวสีขาวแบบเอเชียและเส้นเกศาสีนิลกาฬดูขรึม มากอำนาจ แม้นมีเสน่ห์หากยากที่จะเข้าใกล้

อโณทัยสาดแสงไร้ความเกรงกริ่งต่อเสียงสาปแช่ง เขาเองเป็นคนหนึ่งที่อดที่จะสาปแช่งมิได้ อาจเพราะอุณหภูมิในอาคารจะสูงขึ้น แม้เครื่องปรับอากาศจะบรรเทาพอประมาณ แต่รู้สึกว่าช่วงเวลาในฤดูใบไม้ผลิบัดนี้ดูจะแปรผัน ทั้งที่ควรจะเย็นกว่านี้ ไฉนถึงได้ร้อนขึ้นจนน่าหงุดหงิด

ผ้าม่านที่เคยบดบังกระจกของห้อง ก็มีอันต้องได้ซ่อมแซม คงเพราะท่อนเหล็กที่มีชื่อเฉพาะว่าทอนฟาได้ฟาดฟันร่างของเด็กนักเรียนเสเพลที่โง่เง่าสูบแท่งก่อมะเร็งในห้องน้ำชายแล้วพาลากคอมาไต่สวนในห้อง ด้วยความที่ทนกับพฤติกรรมทรามๆที่บั่นทอนเกียรติ์แห่งนามิโมริไม่ไหว จึงได้ขย้ำให้สาหัสจนม่านเลอะคราบชาดไปทั่ว

ฮิบาริ เคียวยะ ผู้ซึ่งเป็นดั่งกฎแห่งโรงเรียนนามิโมริ ผู้ซึ่งรักศักดิ์ศรีของสถานที่แห่งนี้....

 

และความรักโรงเรียนจึงก่อให้เกิดเอกสารมากมายบนโต๊ะ แม้แต่ลูกน้องที่ร่วมงานยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เด็กหนุ่มร่างสูงเป็น

...หากชายตรงหน้าคือบุคคลผู้ไร้หัวใจ...

...เพราะเหตุใดจึงได้ใส่ใจโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้

แม้ได้ชื่อว่าเย็นชา ตายด้าน ไม่สุงสิงกับใคร ไม่แม้แต่จะชายตาเหลียวมองหญิงสาว แต่ก็เป็นคนที่น่าเคารพนับถือ

เป็นคนที่สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อปกป้องนามิโมริโดยแท้..

...จะนานสักแค่ไหน..ก็ไม่มีใครล่วงรู้...และเข้าหาถึงจิตใจซึ่งถูกผนึกโดยกำแพงอันสูงชันได้....

"คุซาคาเบะ ข้างนอกมีอะไรกัน? เสียงดัง หนวกหู" เนตรเรียวคมตวัดมองร่างสูงในชุดเครื่องแบบคล้ายกัน พลางเอ่ยถามด้วยใบหน้าคร่ำเคร่ง

"คงพวกนักเรียนที่กำลังจะเข้าเรียนล่ะมั้งครับ ก็วันนี้เป็นวันไวท์เดย์ครับ คุณเคียว"

ปึก!

เทศกาลบ้าบออะไรนั่น! อย่างนั้นสินะ มันมีอะไรดีกันนักกันหนา!

เอกสารในมือวางลงบนโต๊ะด้วยความแรง คนที่เหมือนจะใจเย็น หากแต่จริงๆแล้วจุดเดือดต่ำจนน่าใจหายเดินจากโต๊ะ แล้วเปิดประตูออก

เมื่อคืนได้นอน1ชั่วโมง

ทั้งที่ทำเพื่อโรงเรียนขนาดนี้...

....แล้วไอ้สัตว์กินพืชพวกนั้น นอกจากจะไม่ทำอะไรดีๆให้โรงเรียน มันยังจองหอง มาทำให้โรงเรียนวุ่นวายอีก..

ระเบียงทางเดินก่อเกิดเสียงวุ่นวาย ไม่เข้าใจนักถึงความปลาบปลื้มที่มีต่อใครสักคนหนึ่ง ฮิบาริ เคียวยะ เดินตรวจตราไปทั่ว เห็นพวกนักเรียนชายหลายคนให้ของขวัญแก่สาวที่ตนชอบ หรืออาจมีบ้างที่ให้ตามมารยาท เป็นประเพณีที่ฮิบาริคิดว่างี่เง่าที่จะให้ลูกกวาดห่อกระดาษสีขาวแก่ผู้หญิงเพื่อตอบแทนที่พวกหล่อนให้ช็อกโกแล็ตแก่ตนในวันวาเลนไทน์

 

ความรัก....มันก็แค่สิ่งงี่เง่าที่มนุษย์ตั้งให้กับความรู้สึกจากส่วนลึก

ใช่...ทุกคนมีความรัก...

....คนไร้คู่คือคนแปลก? ยังนั้นเหรอ?....

....ทำไมกันล่ะ? มีความจำเป็นไหมที่ต้องรักและเสน่หา?....

 

 

 

"ฮึก....ฮึก.....โคตะไม่เอาลูกกวาดให้ฉันหรอก ในเมื่อเขาทิ้งฉันเมื่อคืนก่อน..."

เสียงสะอื้นไห้ของเด็กสาวท่ามกลางหมู่เพื่อนที่ช่วยปลอบประโลม ทั้งน้ำเสียงสั่นเครือและท่าทีเศร้าโศกนั้น บ่งบอกว่าเธอผิดหวังจากความรักสักเพียงไหน

 

....ถ้ารักมันทำให้เจ็บล่ะก็....

....ไม่รัก....มันยังจะดีกว่าเสียอีกไม่ใช่หรือไง?

 

ไม่ต้องรัก....ไม่ต้องเสียใจ...ไม่ต้องร้องไห้....ไม่ต้องหลั่งน้ำตา....

 

น้ำตาคือความอ่อนแอ มนุษย์เลือกที่จะอ่อนแอเพียงเพราะถูกทำร้ายจากคนที่เคยรัก

 

ไอ้คำว่ารักนับร้อยพัน มันก็แค่ภาพลวงตา...แค่อากาศเท่านั้นแหละ....

 

....แล้วมันเพราะอะไรกัน? ทั้งที่เจ็บขนาดนั้น...แล้วจะรักอีก..ทำไม?..เจ้าพวกงี่เง่า.....

 

 

 

เท้ายังย่ำต่อไปข้างหน้า หลังจากโปรเจคงานพาให้สมองมึนงง จึงเดินอย่างคนไม่รู้จะทำอะไร เดินตรวจไปทั่ว ใจจริงอยากจะให้โรงเรียนงดประเพณีงี่เง่า แต่ก็คงต้านกระแสนักเรียนทั่วทิศไม่ไหวหรอก

ไม่สิ...เขาทำได้...แต่ไม่สมควรกระทำ….

.....เพราะอาจจะทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียนติดลบเพราะกฎแบบนั้น....

 

"ใครใช้ให้พวกนายส่งเสียงเอะอะ"

ฮิบาริเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา เมื่อกลุ่มนักเรียนม.ปลายชายหลายคนนำลูกกวาดหลายถุงให้เด็กสาวในชั้นปี3ม.ต้น ทั้งส่งเสียงดังและขวางการสัญจร เพียงแค่การเดินก้าวเข้ามาก็เรียกให้ทุกคนหลีกทางและหยุดส่งเสียงทันที ดั่งราชันแห่งดินแดนอันรุ่งโรจน์ ไร้ซึ่งผู้ใดที่จะต่อต้าน ร่างสูงเดินกวาดตาสำรวจไปทั่ว

...บรรยากาศหวานแหววชวนสะอิดสะเอียน..เกลียดชะมัด.....

ไม่รู้เพราะอะไรที่ทำให้เคียวยะเริ่มสนใจท่าทีสดใสของเด็กหนุ่มหลายคน เหลือบมองไอ้เด็กปี3 ห้องซีที่ปกติเห็นไปกองในห้องสมุดเพื่อนอนหลับในช่วงกลางวัน ไอ้คนขี้เกียจชนิดหมูยังยอมแพ้ กลับกระชุ่มกระชวยวิ่งลงบันไดไปส่งรายงานทั้งที่หอบลูกกวาดให้คนที่ชอบผ่านหน้าเขาไป

ไอ้รักนี่...มันทำให้คนเหมือนกินยานรกเข้าไปหรือยังไง?..

เดินขึ้นไปยังอาคารชั้นปี2แผนกม.ต้น แม้แต่เด็กแรกรุ่นก็เอากับเขาด้วย คงเพราะด้วยความที่หัวใจมันได้สัมผัสกับรักสเน่หาบ้าบอกระมัง เลยทำให้พลังงานในการเผาผลาญเงินมีสูงขึ้น

สาวๆดูมีความสุขเหลือเกินเมื่อหนุ่มที่ชอบนำของสำหรับเทศกาลมามอบให้ เห็นเด็กห้องที่คุ้นตาเดินผ่านไป คนหนึ่งคือไอ้บ้าเบสบอลที่รักเบสบอลกว่าเกรดเฉลี่ยตัวเอง ที่กำลังแจกห่อลูกกวาดห่อกระดาษสีขาวให้ผู้หญิงตามมารยาท กับไอ้คุณหนูทำตัวเป็นเด็กเกเรที่รักรุ่นที่สิบกว่าหัวตัวเองที่มักเอาไปโขกพื้นเวลาทำผิดต่อหน้าไอ้คุณรุ่นที่สิบ ก็กำลังทำตามมารยาทที่ดี แจกห่อลูกกวาดให้ด้วยใบหน้าบึ้งตึง

"ถ้ารุ่นที่สิบไม่ขอร้อง ก็อย่าหวังว่าฉันจะมาแจกเลย"

"ฮ่ะๆๆ เอาน่าๆ ตามมารยาทน่าโกคุเดระ"

เสียงเบาๆแต่ไม่พ้นรัศมีการได้ยินของฮิบาริ พอเข้าใจว่าทำไมไอ้คนที่สามารถเอาระเบิดออกมาได้อย่างกับว่าตัวเองเป็นเครื่องผลิตระเบิดจะยอมก้มหัวให้สิ่งมีชีวิตเพศเมีย เพียงเพราะต้องการตอบแทนช็อกโกแล็ตที่ถูกยัดเยียด อย่างไร้การยินยอมจากผู้รับ

....ความภักดีเหรอ?....

...น่าขำ...

เดินผ่านไป สบตากับเด็กสาวหลายคนซึ่งมีทีท่าสงสัยว่าคุณฮิบาริที่แสนจะน่ากลัวจะเดินมาถึงชั้นนี้ หรือเพราะมีคนที่อยากให้ลูกกวาดกันแน่?

หรือมันจะไม่ใช่ลูกกวาด...อาจเป็นลูกหวาดก็ไม่แน่.....

"ใกล้ถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว มัวโอ้เอ้อะไรกันอยู่รึไง!"

ด้วยสายตาเฉียบคม กลุ่มเด็กเหล่านั้นจึงพากันเข้าห้องเรียนด้วยความหวาดกลัว ฮิบาริ เคียวยะ ถอนหายใจ เอือมระอากับพฤติกรรมเห่อหลงใหลไปกันประเพณีน้ำเน่าในสายตาของเขา

แล้วยังไงล่ะ? ถ้าความรักมันดีนักล่ะก็

แน่จริงพวกแกก็หัดแสดงมันทุกวันสิ จะไปเจาะจงหาวันสำคัญปีละครั้งไปเพื่ออะไร?

เจ้าพวกสัตว์กินพืชงี่เง่า.....

 

เสียงนาฬิกาบ่งบอกเวลาเข้าห้องเรียน หัวหน้าคณะกรรมการนักเรียนเดินกลับไปยังห้องทำงาน ก่อนจะหยิบตำราเพื่อไปเรียนในคาบแรก

ไม่เข้าใจว่า ทำไปอาคารชั้นปี2ถึงได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา ทั้งที่มันไม่ใช่ทางลัดไปสู่ห้องเรียนของเขาเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงโปร่งมึนงงกับความคิดแปลกๆของตนเองและได้แต่พร่ำบ่นในใจว่าเป็นเพราะเทศกาลวันสีขาวทำพิษจนหงุดหงิดจิตหลุดไปไหนต่อไหนกระมัง ในขณะที่เดินผ่านกลุ่มนักเรียนห้องหนึ่ง ก็สะดุดตากับเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลฟูฟ่องซึ่งกำลังเขินอายกับการมองลูกกวาดสีขาวให้เด็กสาวผมสีน้ำตาลสั้น

"ขอบใจจ้า สึนะคุง"

"แหะๆ ไม่เป็นไรหรอก..." ใบหน้าอันแดงก่ำของเด็กหนุ่มยิ้มแย้ม ในขณะที่มอบห่อสีขาวให้เพื่อนสาว

......หงุดหงิดชะมัด...นี่มันเวลาเรียนแล้วยังจะมาไร้สาระอีก.....

 

"กลับไปเรียนได้แล้วไอ้พวกสัตว์กินพืช!"

เสียงตะคอกที่ดังลั่นไปทั้งระเบียงทางเดิน เรียกให้ร่างบางต้องสะดุ้งโหยง หันคอไม่กี่องศาเนตรก็สบกับเนตรนิลที่ฉายแววของนักล่ายามโกรธา สึนะรีบจับมือเด็กสาวแล้วพาเข้าห้องเรียนก่อนจะกลายเป็นกระสอบทรายประจำวัน

ระเบียงว่างเปล่าในทันทีที่เสียงตะคอกดังขึ้น ฮิบาริเดินผ่านห้องเรียนแล้วเดินขึ้นจุดเชื่อมอาคารไปยังห้องเรียนของเขา

อาจารย์วิชาวิทยาศาสตร์ไม่ได้แปลกใจกับการมาสายหรือลงโทษแต่อย่างใด เข้าใจว่าวันนี้ฮิบาริคงไปเดินตรวจอาคารจนต้องมาเรียนสายห้านาที อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มาเรียนเลยก็คงไม่มีสิทธิ์ไปดุด่าว่าความได้ จึงได้แต่มีหน้าที่สอนบทเรียนให้เท่านั้น

 

เวลาล่วงเลยผ่านไปถึงเที่ยงอย่างเอื่อยเฉื่อย บรรดากองทัพนักเรียนกรูออกจากห้องเรียนโดยมิได้นัดหมาย อาจเพราะเป็นช่วงนาทีทองแห่งเทศกาลวันสีขาว จึงทำให้โรงเรียนคึกคักมากกว่าที่เป็นอยู่

ในเมื่อห้ามฝูงสัตว์กินพืชทั้งหลายไม่ได้ หัวหน้าคณะกรรมการรักษาระเบียบคงได้แต่ขึ้นไปดาดฟ้าเพื่อรับประทานอาหารตามลำพัง

 

...มีชะตากรรมเดียวดายเช่นนี้....ดีแล้ว...

ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องเสียน้ำตาให้ใครมันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ?

แล้วจะไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนอย่างพวกนั้นทำไม?

ในเมื่อการอยู่คนเดียวนั้นดียิ่งกว่าการสุมหัว หรือมีคนรักให้ปวดหัว...

 

กระแทกประตูปิดอย่างอารมณ์เสีย ก่อนจะพิงกำแพงพักผ่อนจากความวุ่นวายภายในโรงเรียน ณ ที่แห่งนี้ ดาดฟ้าของโรงเรียนที่ซึ่งมักใช้ในการพักผ่อนในยามว่าง คือหนึ่งในอาณาจักรส่วนตัวของเขา หยิบกล่องข้าวสีนิลเงาสลักลายสีทอง จากนั้นการรับประทานอาหารกลางวันจึงได้เริ่มขึ้น

เมฆาที่ลอยล่องบนน่านฟ้าผ่านไปอย่างเอื่อยเฉื่อย เสียงกระพือปีกของนกสีประหลาดเรียกให้คิ้วเรียวขมวด หากเมื่อน้ำหนักทิ้งลงบนไหล่ซ้ายจึงได้รู้ว่าเจ้านกสันโดษผู้ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาเสมอไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดนั้น ได้กลับมาจากหาอาหารแล้ว

"ฮิบาริ ฮิบาริ สนุกไหม? สนุกไหม?"

น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของนกน้อย เรียกให้ใบหน้าเคร่งขรึมยิ่งดูตึงเครียดกันเก่า

"วันนี้ไม่สนุกเท่าไหร่ น่าเบื่อออก เทศกาลบ้าๆนี่..."

เอ่ยตอบ เจ้าสัตว์ขนสีเหลืองเอียงคอมอง แต่ก็ไม่ได้ร้องเสียงแหลมตอบ บรรยากาศเย็นๆในยามเที่ยงพอจะช่วยบรรเทาจุดเดือดสูงไปได้บ้าง อาจเพราะมีกลุ่มเมฆหนาช่วยบังแสงอาทิตย์ไม่ให้สาดส่องก็เป็นได้

แกร่กๆ..

เสียงจากประตูทางเข้าดาดฟ้าดังขึ้น บ่งบอกว่ามีใครสักคนมาเยือนที่แห่งนี้ ด้วยอารมณ์ที่ว่าเพิ่งหายคุกรุ่นได้ไม่นาน บัดนี้กลับปะทุขึ้นอีกครา คราวนี้ฮิบาริไม่ได้ใจเย็นมากนัก เพียงแค่การหมุนลูกบิดประตูเบาๆ ทอนฟาที่ซ่อนในเสื้อคลุมก็ถูกชักขึ้นมาเสียแล้ว

อาจจะอารมณ์ดีบ้างก็ได้ ถ้าได้ซัดคนสักรอบ....

แอ้ด............

โครม!!

"อิ๊~~~~~!"

ปลายท่อนเหล็กสีเงินกระแทกเข้ากับขอบประตู เนื่องจากเหยื่อชิ้นงามหลบได้อย่างหวุดหวิด เนตรเรียวคมตวัดมองเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลฟูฟ่องซึ่งเปล่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว และการหลบคราวนี้เลยทำให้ข้าวกล่องที่เพิ่งหยิบขึ้นมาหล่นกระจัดกระจาย สึนะแทบจะปล่อยโฮออกมาด้วยความเสียดายข้าวกล่องฝีมือคุณแม่ แต่ถ้าไม่หลบล่ะก็เสียดายชีวิตตัวเอง...

"เข้ามาที่ธุระอะไร!" ทอนฟาตวัดเข้าหาจนต้องวิ่งหลบอย่างหวาดกลัว หัวหน้าคณะกรรมการรักษาระเบียบเวอร์ชั่นเดือดดาลเกิน100องศาเซลเซียส ย่างสุขุมเข้ามาด้วยใบหน้าน่าหวาดกลัว

"มะ...มาทานข้าวครับ......แต่ถ้าคุณฮิบาริไม่อยากถูกรบกวน งั้นผมไปละคร้าบบบบบ"

ว่าแล้วก็ตั้งท่าจะเผ่น ทว่าเคราะห์ร้ายที่ทอนฟาจากแขนซ้ายถูกเขวี้ยงเข้าหาเข่าจนร่างลงไปวัดพื้นเต็มแรง

"หนวกหู..มาทำให้ฉันรำคาญ....เข้ามาก็จ่ายมาซะ....จ่ายด้วยร่างกายของแกนั่นแหละ...."

ทอนเหล็กเข้าหาใกล้ร่างโปร่งบางของเด็กหนุ่มเต็มที่ เจ้าห่วยตะเกียกตะกายด้วยใบหน้าไม่สู้ดี

ไม่อยากกินขนมตุ๊บตั๊บมื้อกลางวันคร้าบบบ อ๊ากกกกก ทำไปชีวิตผมมันต้องห่วยแบบนี้~~~!

พอลุกขึ้นได้ปั๊บ ก็วิ่งด้วยแรงที่เหลืออยู่

"อย่าหนี! ไอ้สัตว์กินพืช!"

ทว่าโชคร้ายราวกับเป็นไวรัสที่ติดได้ง่าย เมื่อน้ำมันงาส่วนประกอบของไข่เจียว ที่บรรจุอยู่ในกล่องเข้าที่เพิ่งกระจัดกระจายไปหยกๆ ทำให้พื้นบริเวณนั้นลื่น รองเท้านักเรียนที่ปกติมักใช้เสยหน้านักเรียนเกเรจนลวดลายกันลื่นเริ่มจาง จึงไม่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากภาวะลื่นล้มได้

พรืด~~~!

ด้วยความเก่งกาจ แม้เท้าจะลื่น หากแต่ก็ทรงตัวอยู่ได้ เนตรน้ำตาลไหม้หันมองข้างหลัง คุณเคียวยะที่แสนจะน่าสยองไม่เป็นอะไร แต่เจ้าฮิเบิร์ดที่เกาะไหล่อยู่กำลังจะหล่นลงมา....

 

พรืดดดดดด

"อิ๊~~~!"

ด้วยความตกตะลึง จึงได้แต่ตั้งหลักยืนแล้วมองคนซื่อบื้อที่เอาตัวถูไถไปกับพื้นโดยมือรองรับนกขนสีเหลือง แก้มใสเลยครูดไปกับพื้น ใบหน้าของเด็กหนุ่มเงยขึ้นด้วยรอยยิ้ม แก้มเล็กมีรอบถลอกอย่างเห็นได้ชัด

"ไอ้งี่เง่า....ทำอะไรของแก...."

"อูย.....ก็แหม....ฮิเบิร์ดไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ครับ ถ้าให้มาบาดเจ็บเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องก็น่าสงสารแย่..."

ทำไม...ถึงยอมเจ็บตัวเพื่อคนอื่น....ชีวิตของแกมันดูโง่เง่าชะมัด....

 

"แล้วจะนอนท่านั้นไปอีกถึงเมื่อไหร่..." เอ่ยถามเสียงเรียบๆ จุดเดือดทะลุ100ก็ลดต่ำลงเพราะเรื่องเล็กๆน้อยอย่างเจ้านกคู่ใจที่ถูกช่วยโดยไม่สนว่าคนช่วยจะเจ็บตัวอย่างไร

"อ๊ะ! ขอโทษครับ!" ว่าแล้วก็ลุกขึ้น เสื้อสีขาวเปื้อนทั้งข้าวและไข่เจียวเป็นด่างดวงน่าขัน แต่เจ้าตัวก็ไม่สน ว่าแล้วก็ปล่อยให้เจ้าฮิเบิร์ดบืนไปเกาะที่เดิม เนตรสีนิลมองสภาพเลอะเทอะของเด็กหนุ่ม

"วันนี้จะไว้ชีวิตสักวันก็ได้..." จากนั้นจึงเดินมานั่งที่เก่าราวกับไม่เกิดอะไรขึ้น ทว่าแทนที่เจ้าสัตว์กินพืชจะจรจีหนีหาย กลับค่อยๆเดินมานั่งใกล้ แต่ก็เว้นระยะห่างเอาไว้

"ยังไม่ไปอีกหรือไง"

"อ่า...จนว่าคุณฮิบาริจะไล่น่ะครับ..." ใบหน้าหวานยิ้มแหยๆ

 

....อันที่จริง....ไม่ได้มาทานข้าวอย่างเดียวสักหน่อย...

....กล้าหน่อยสิ...กล้าหน่อยเจ้าห่วยสึนะเอ๊ย!....

 

"ช่างเหอะ..ไม่ได้สุมหัวไม่ได้ว่าอะไร.."

เป็นคนที่แปลกๆดีแฮะ....

 

เด็กหนุ่มถอนหายใจ นี่ถ้าเขาไม่ลงทุนไปเจ็บตัวเพื่อฮิเบิร์ดมีหวังได้กินขนมตุ๊บตั๊บแทนอาหารกลางวันแล้วต่อมาจะได้กินน้ำเกลือแทนข้าวทั้งสัปดาห์ก็เป็นได้

...แต่ว่า..ก็ไม่ได้หวังนี่นาว่าจะรอดพ้น..จะให้คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาโดนลูกหลงด้วยก็น่าสงสารออก...

"นี่....คุณฮิบาริ...ไม่เอาลูกกวาดไปให้...เอ่อ..คนที่เอาช็อกโกแล็ตให้เหรอครับ?"....

เอ่ยถามด้วยความที่ไม่ต้องการให้สถานที่เงียบเหงาเกินไป

 

"คิดว่าใครจะเอาให้ฉัน..." เอ่ยตอบแม้เนตรจะปิดลงด้วยความเหนื่อยล้าจากงาน "มีคนอยากลองดีเท่านั้นแหละที่กล้าเอาไอ้ขนมต่างประเทศของเทศกาลนักบุญจอมเถือเนื้อหนังช่วยคนอื่นมาให้ฉัน"

"มันก็จริง....อือ...แต่ผมว่านะ....มีหลายๆคนชื่นชมคุณนะครับ ถ้าคุณจะใจดีสักนิดก็มีคนเข้าใกล้แล้ว..."

เนตรสีนิลหันมาจ้องด้วยสายตารังเกียจ

"ฉันเคยบอกแกแล้วรึไงว่าอยากได้ใครมาอยู่ด้วย..."

"อ้าว..แล้วฮิเบิร์ดกับพวกคุณคุซาคาเบะล่ะ เขาไม่ใช่เพื่อนคุณเหรอ?" เนตรกลมโตมองอย่างไม่หวาดกลัว อาจเพราะการได้ปะทะกับคนๆนี้มาช้านานเลยทำให้ประสาทแข็งกว่าเดิมจนไม่เข้าใจว่าจะไปผวาคนๆนี้ทำไมเมื่อตอนที่จะเข้ามาที่ดาดฟ้า

...ถ้าพูดดีๆด้วยกันได้...แล้วจะมาหวาดกลัวทำไมกัน?....

"พวกนั้นก็แค่เพื่อนร่วมงาน ผูกพันเฉพาะหน้าที่กับความภักดีเท่านั้นแหละ ความรักไร้สาระอย่างที่พวกแกโหยหามันก็แค่ภาพจอมปลอมเท่านั้น...."

"แล้วฮิเบิร์ดคือ ‘เพื่อน’ ใช่ไหมครับ?" รุ่นที่สิบแห่งวองโกเล่แฟมิลี่ถามต่อ

"ถ้าใช่แล้วจะทำไม"

"เอ......แล้วไม่ต้องการเพื่อนที่เป็นคนเหรอครับ?" เด็กหนุ่มเอ่ยถาม ไม่มีทีท่าว่าคนร่างสูงโปร่งตรงหน้าจะแสดงท่าทีโกรธขึ้งแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามการซักถามชักจะไปกระตุ้นต่อโมโหมาบ้างแล้ว

"เจ้าโง่.....สัตว์เดรัจฉานบางทีก็ดีกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ" เปลี่ยนอิริยาบถเป็นลุกขึ้นยืน เดินไปยังเหล็กกั้นดาดฟ้า เหม่อมองภาพของเด็กหลายกลุ่มที่เล่นกีฬากลางสนาม

"เพราะว่าสัตว์พวกนี้ไม่รู้จักคำว่าทรยศหักหลังยังไงล่ะ มันคิดอะไร มันทำอะไร มันบอกเราเสมอถ้าเราสังเกต แต่มนุษย์ที่ได้ชื่อว่ามีปัญญากว่าพวกมัน กลับมีชีวิตโสมมยิ่งกว่าเดรัจฉานซะอีก ทั้งกลับกรอก เจ้าเล่ห์ ปลื้นปล้อน เฮอะ! นั่นเหรอ? คือชีวิตเลิศล้ำที่สุดของโลกน่ะ....."

....เพราะอย่างนั้น..ถึงได้เกลียดการสุมหัวสินะครับ....

....คุณฮิบาริ...ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่คุณเกลียดมัน...เกลียดการเข้าสังคม...เกลียดการมีพวกพ้อง...

....จริงอยู่..ที่คุณมีอยู่นั้น....คือ "พรรคพวก" ไม่ใช่ "พวกพ้อง."...

 

....คนที่น่าสงสาร.....คนที่ไม่รู้จักคำว่า "มิตรภาพ"

ที่ผ่านมา....ชีวิตคุณเจออะไรมาเหรอ...ถึงได้เกลียดนัก.....

....ชีวิตของคุณ....อันที่จริง....มันก็คือชีวิตอันโง่เง่าเหมือนกันนั่นแหละ

....คือชีวิต....ที่เกลียดชังมิตรภาพและความรัก....

 

สึนะโยชิลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ สายลมพัดเอื่อยพาให้กลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิลอยฟุ้ง

 

"ครับ ที่พูดมันก็ถูกครับ....แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เคยมีด้านเดียวหรอก..." ว่าแล้วก็หยิบเหรียญสิบเยนขึ้นมาแล้วโยนไปมา

"แม้แต่เหรียญยังมีสองด้าน แล้วชีวิตคนเราจะมีกี่ด้านกันล่ะครับ?"

เป็นครั้งแรกที่ฮิบาริพูดไม่ออกเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มคนนี้ เจ้าคนที่ทำตัวเป็นคนอ่อนหัดไปวันๆ แม้บางทีจะมีพลังแอบแฝง แต่ไม่เคยคิดว่าจะมีอิทธิพลกับเขามากเท่านี้
...

 

.....มันคืออะไร? สิ่งที่เขาไม่เข้าใจ.....ไม่เข้าใจว่าอะไรที่ทำให้หยุดนิ่งแล้วยอมฟังเจ้าเด็กจองหองมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว....

 

"จริงอยู่ที่คนเราทุกคนมีความชั่วกันทั้งนั้น ทั้งคุณและผมด้วย...แต่ว่านะครับ...ผมสงสารชีวิตของคุณเหลือเกิน"

"ตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่?...." ฮิบาริเอ่ยถามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

 

"เมฆ..."

 

"?"

"เมฆเกิดจากอะไรเหรอครับ?" แหงนมองกลุ่มสีขาวพิสุทธิ์บนน่านฟ้าที่จับตัวบดบังอาทิตย์พอให้ความร่มเง่าบ้าง

"เกิดจากน้ำที่ถูกทำให้ระเหยเป็นกลุ่มไอน้ำด้วยแสงอาทิตย์ ป่านนี้แล้วยังจะโง่อีก เรื่องง่ายๆแบบนี้..."

"ป่านนี้แล้วคุณฮิบาริยังจะโง่อีก เรื่องง่ายๆแบบนี้...."

"แก...."

ถูกเจ้าห่วยที่ตอนนี้กลายเป็นคนจองหอง กล้าต่อปากต่อคำกับคนเช่นเขา ถ้าไม่โมโหก็ถือว่าแปลกมาก หากแต่ก็ยอมอดทนฟังที่เจ้าเด็กบ้าคุยต่อไป

"ไม่อะไรในโลกนี้ที่อยู่ได้เพียงลำพัง แม้แต่เมฆยังต้องการสายลมพัดพากลุ่มก้อนให้ล่องลอย ยังต้องการดวงอาทิตย์ช่วยให้น้ำที่เคยเป็นฝนมาก่อนระเหยเป็นกลุ่มก้อนเมฆ มนุษย์ก็เช่นกันครับ คุณฮิบาริมายืนอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะใครหลายๆคน...ดังนั้น..ถ้ารู้จักเปิดรับมิตรภาพจากคนอื่นบ้างก็ไม่เสียหายหรอกครับ"....

 

จะผิดไหม? ถ้าเขาอยากจะทำอะไรเพื่อคนๆนี้บ้าง....

...ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นสัตว์กินพืชก็ตามแต่...

"ฉันไม่มีหัวใจ..ไว้ทำเรื่องไร้สาระแบบนั้น.."

 

 

 

.....อย่ามายุ่ง..อย่ามาเข้าใกล้..ไม่งั้นคนที่จะเจ็บ...มันก็คือนายนั่นแหละ

ไม่ต้องการ....เข้าใจไหม...

"คนโกหก...ถ้าไร้หัวใจจริงๆแล้วสิ่งที่คุณเหนื่อยเพื่อมัน.....มันคืออะไรกันครับ....."

เนตรสีนิลเบิกโพลง ไม่เคยคิดว่าจะมีใครได้ล่วงรู้ในหลายๆสิ่ง วันสีขาวบ้าบอนี่ทำให้เขาประสาทกินได้ถึงขนาดยอมคายความลับคำโตออกไป

....เจ้าสัตว์กินพืชนี่....มันจะรู้เรื่องของเขามากเกินไปแล้ว.....

 

"เฮ้อ.....ช่างเหอะ...ถ้าคุณไม่ต้องการเพื่อนก็ไม่เป็นไร..."

 

.....ขอโทษนะครับ วันนี้ผมขอเอาแต่ใจตัวเองหนึ่งวัน....

 

"เดือนที่แล้ว...วันวาเลนไทน์....อยากเอาให้....แต่....เห็นคุณนั่งขลุกกับกองเอกสารตลอดคาบว่างจนถึงสี่ทุ่มสินะครับ...

สี่ทุ่ม?....นั่นมันเวลาที่เขาเก็บของออกจากโรงเรียนเพื่อกลับไปทำต่อที่บ้าน..

....มันรู้ได้ยังไง?.....หรือว่า....

"วาเลนไทน์ย้อนหลังครับ..ผมรู้ว่าคุณเกลียดช็อกโกแล็ต..."

แล้วสิ่งที่ทำให้คนอย่างฮิบาริไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น มือเล็กที่เอื้อมเข้ามาจับมือของเขา แล้วหย่อนบางสิ่งลงไป

 

"ในเมื่อตอนนี้หัวใจคุณปฏิเสธมิตรภาพ...ถ้าอย่างนั้นก็ให้รัก ‘สิ่งนั้น’ ต่อไปเถิดครับ..."

รอยยิ้มของเด็กหนุ่มทั้งสดใสและอบอุ่น ราวกับได้ทำลายบางส่วนของกำแพง ถึงแม้จะไม่หนักหนา แต่กำให้กำแพงหัวใจสั่นสะเทือนได้

"รัก.....โรงเรียน....ต่อไปนะครับ....คุณฮิบาริ...สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ..."

 

ในเมื่อคุณรักใครเป็นเพื่อนหรือคนรักไม่ได้...ก็ขอให้รักโรงเรียน...รักคนที่บ้าน...รักสิ่งที่ค้ำจุนให้คนเช่นคุณแข็งแกร่งต่อไป....

 

"ซาวาดะ.." เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลหันสบมองอย่างงงงวย

"วันสีขาวเป็นวันงี่เง่าที่เอาของมาตอบแทนคนที่ให้ช็อกโกแล็ต วันนักบุญจอมเถือหนังให้คนอื่นใช่ไหม?"

"ครับ...แหม...คุณฮิบาริตั้งชื่อวันวาเลนไทน์ซะน่ากลัวเชียว" สึนะเอ่ยแซว พลางหัวเราะในลำคอ

 

!

จู่ๆ มือซ้ายของเด็กหนุ่มรุ่นพี่จับมือข้างหนึ่งของเขา บางสิ่งที่บางเบาราวกับอากาศได้ส่งเข้ามายังฝ่ามือของตน

 

"ถ้าไม่ติดว่านายช่วยเจ้านั่นเอาไว้ ฉันก็ไม่ตอบแทนหรอก...ฉันรู้ว่าแกเป็นจอมเถือเนื้อหนังช่วยคนอื่นแบบนักบุญโง่ที่ยอมตายเพราะพิธีแต่งงานของคนที่กำลังจะไปตายในสนามรบ เพราะฉะนั้นเอาไอ้นั่นไปเตือนใจก็แล้วกัน....."

"อา....แล้วของที่ผมให้ก็ไปเตือนใจตัวเองด้วยนะครับ...."

 

สึนะยิ้ม โบกมือลาแล้วก้าวเดินออกไป แผ่นหลังเล็กๆค่อยๆห่างไปเรื่อย

ทว่าน่าเสียดาย ที่เขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มของร่างสูงในนามของหัวหน้าคณะกรรมการรักษาระเบียบ

 

"รักโรงเรียน...แล้วอย่าลืมรักตัวเองด้วยงั้นเหรอ?..."

ในมือคือสิ่งหนึ่งที่ซึ่งไม่ได้คาดคิดว่าจะได้รับมาจากเจ้าห่วยคนนั้น

 

ปลอกปากกาสีขาวซึ่งมีกระดาษเล็กๆเขียนอยู่

 

งานเพื่อโรงเรียนหนักไปสินะครับ ห่วงมือที่กำปากกาเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นทอนฟาของคุณจะเสียใจที่มือคนใช้มันเกิดบวมเพียงเพราะงานบรนโต๊ะทำพิษนะครับ....’

 

"ใช่....เวลานี้ฉันรักได้แต่โรงเรียน...แล้วต่อไป....นายจะทำให้ฉันรักอย่างอื่นได้หรือเปล่าล่ะ....เจ้าห่วยสึนะ......"

 

"ฮิบาริ..ฮิบาริ.....สนุกไหม..สนุกไหม?"

 

เสียงแหลมของนกน้อยเรียกให้เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้น

"สนุกสิ...แล้วดูเหมือนกำลังจะมีเรื่องสนุกกว่านี้อีกสินะ...."

 

 

ประตูปิดลง ก่อนที่กริ่งบอกเวลาเข้าเรียนจะดังขึ้น

 

 

สึนะโยชิหัวเราะให้กับตัวเองขณะเข้าห้องน้ำตามลำพัง ยังคงกำมันไว้ในมือ จนกระทั่งเข้ามายังห้องน้ำที่ปิดประตูเรียบร้อย

 

พลาสเตอร์สีขาวอันเล็กอยู่ในมือน้อย แล้วใบหน้าหวานจึงระบายรอยยิ้มที่แสนสุขพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอ

 

"เพราะฉะนั้นเอาไอ้นั่นไปเตือนใจก็แล้วกัน.....พูดมาได้....ว่าคนอื่นเป็นจอมเถือหนังให้ชาวบ้าน แล้วทีตัวเองล่ะ ยอมอดหลับอดนอนเพื่อโรงเรียน มันไม่ใช่จอมเถือหนังให้ชาวบ้านเหรอครับ...คุณฮิบาริ...."

 

จุมพิตยังแผ่นพลาสติกสำหรับบรรเทาบาดแผล

 

"แด่คนฉลาดที่มีชีวิตงี่เง่า......สุขสันต์วันสีขาวครับ...."

 

สายลมจากนอกอาคารสีขาว ราวกับได้บรรเลงบทเพลงแห่งความสุข ท่ามกลางวายุเย็นฉ่ำ คือกลีบดอกบ๊วยสีชมพูซึ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ แม้นไม่งามงดเท่าซากุระ แต่ก็หยุดให้หลายสายตาหันมองความสวยงามของมัน

เสื้อคลุมสีนิลโบกสะบัดตามแรงลม ฮิบาริ เคียวยะเดินลงจากดาดฟ้า กลับมายังห้องทำงานแล้วเสมองออกไปนอกหน้าต่างกระจก

เสียงสายลมแว่วผ่านราวกระซิบข้อความบางอย่าง ไม่รู้เพราะอะไร แต่สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มนั้นได้มีกำลังใจทำงานต่อไปคือปลอกปากกาสีขาวที่ตัดกับปากกาสีดำสนิทในมือของคน

"หึ....สุขสันต์วันสีขาว....เจ้าห่วยสุดงี่เง่า....."

 

สีพิสุทธิ์ดุจหิมะขาว วันสีขาวแห่งการตอบแทนซึ่งรักอันสดใส

แม้นจะพานพบกับอุปสรรคมากมาย หากแต่รักนั้นไซร้จักช่วยบรรเทา

 

 

 

แม้ไม่เข้าใจถึงการกำเนิดซึ่งชีวิต

แต่ก็เริ่มเข้าใจว่าชีวิตนั้นเลอค่าอย่างที่ใครๆเขาว่ากัน

จริงอยู่ที่ว่าชีวิตมันก็ต้องมีความโสมมบ้างเพราะทุกชีวิตมีทั้งด้านดีและร้าย

แม้ใครเขาว่ามีนับร้อยนับล้านชีวิตที่เกิดมาอย่างสูญเปล่า แต่จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่เกิดมาอย่างสูญเปล่า

ชีวิตเลอค่าที่ใครๆว่ากัน มันเพราะชีวิตนั้นซื้อมาด้วยเงินไม่ได้

แม้ไอ้สถุลที่ทำได้แค่ข่มเหงผู้อื่น เป็นเศษสวะไร้ค่าตามท้องถนน แต่อย่างน้อยมันก็ยังรู้จักดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตอยู่

แม้คนนอกคอกที่เอาแต่ดิ้นรนเพื่อปากท้องตัวเอง โดยไม่สนว่าใครหน้าไหนจะเดือดร้อน แต่อย่างน้อยมันก็รู้จักค่าของชีวิตของตัวเอง

ชีวิตมันมีค่ามากขนาดนั้น ก็เพราะมันเกิดมาไม่ง่าย และรักษาได้ยากยิ่ง

ตัววัดว่าชีวิตคือสิ่งมีค่า นั่นก็คือทุกชีวิตที่รักการมีอยู่ของตน คือสิ่งที่ไม่มีอะไรมาแทนทด ไม่มีอะไรที่จะซื้อชีวิตให้กลับเป็นดังเดิมได้

 

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่ด้วยอะไรก็ตามแต่

ขอเพียงรักษามันไว้ และทำทุกวันให้มีคุณค่า

แสดงให้เห็นว่า ชีวิตของตนมีคุณค่า สำหรับอะไรสักอย่าง สำหรับใครสักคน....

 

แด่....ทุกชีวิต......ทั้งงี่เง่า...และชาญฉลาด....

 

รักชีวิตเถิดนะ......

 

+end+

เอนทรี่หน้าซับนรกครับผม เหอๆๆๆๆ

 

 

edit @ 16 Mar 2008 15:13:14 by kuga

edit @ 16 Mar 2008 15:16:11 by kuga

ฟิควันพ่อ

posted on 10 Dec 2007 12:32 by ishin-kuga  in other

 

ลากสังขารมาอัพบล๊อกทั้งน้ำตา งานม.5นี่โคตรเยอะจริงๆโฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ

มาครั้งเดียว ขออัพกระหน่ำวินเทอร์เซลละกัน

เริ่มด้วยฟิควันพ่อคร้าบบบบบ

คู่ดะเลน เหอๆๆๆๆๆ ขอให้สนุกนะงิ

Sun light shine to me even if snowfall [for Father’s day 5/12/07]

ถ้อยคำอันอ่อนโยนที่ยากจะลืมเลือน

แผ่นหลังนั้น ที่ได้เฝ้ามองจากข้างหลังเสมอมา

บนเส้นทางคดเคี้ยวอันไร้จุดหมาย

หากไร้ซึ่งคนๆนั้น ก็ไร้ซึ่งวันนี้...

.....คุณพ่อ.....

อากาศอันแสนเหน็บหนาวเรียกให้เจ้าของเรือนผมเฉกเช่นหิมะลุกขึ้นด้วยความงัวเงีย อาจเพราะผ้าห่มอันนุ่มนวลบัดนี้ได้ไปกองกับพื้นเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกหากร่างบอบบางนี้จะตื่นขึ้นมาเพราะกายไม่อาจทนทานความเหน็บหนาวได้ ขยี้ตาปรับตัวให้คุ้นชินกับแสนอรุณอันสาดส่องมายังบานหน้าต่างเล็กๆที่คั่นด้วยกระจกใสพอจะกันมิให้ละอองพิสุทธิ์ปลิวเข้ามายังอาณาบริเวณห้อง ชุดนอนสีขาวตัวบางคงทนพิษความหนาวไม่ไหวเป็นแน่ ถ้าหากไม่ได้ผ้าห่มนุ่มน่าสัมผัส

ทว่าอย่างไรก็ตาม กรณีที่ผ้าห่มเจ้าปัญหาไปกองกับพื้น จนทำให้เด็กหนุ่มต้องตื่นขึ้นมา จึงไม่อาจจะหาใครมาทำโทษข้อหารบกวนการตื่นได้ นอกเสียจากตัวต้นเหตุที่หาววอดๆน้ำตาเล็ดจะลงโทษตัวเองด้วยการวิดพื้น หรือโดดลงไปนอกหน้าต่างแล้วคลุกหิมะ แต่มันคงไม่เหมาะ เพราะแค่ตื่นขึ้นมาเพราะหนาวเนื่องจากเท้าอยู่ไม่สุขจะขับไล่ผ้าห่มอันมีบุญคุณลงเตียง จะต้องไปจัดการตัวเองเสีย
อเลน วอคเกอร์ เกลียดร่างกายที่นอนไม่อยู่สุข พอๆกับเกลียดที่ตัวเองเติบโตช้า แถมผิดปกติ จนต้องเป็นหนุ่มน้อยผู้โชคร้ายอันมีใบหน้าหวานน่ารักราวสาวน้อย กับรูปร่างบอบบาง หนำซ้ำช่วงสะโพกยังมีส่วนโค้งเว้าดูดี ถ้ากรณีของเด็กผู้หญิงล่ะก็...

“ทิม...อือ....อย่างับสิ...”

ครางเสียงแผ่วเบา เมื่อคมเขี้ยวของสิ่งประดิษฐ์โกเล็มสีทองมีปีก ฝังเบาๆบนใบหูเล็กน่ารัก เนตรปรือปรอยด้วยความง่วงเหลือแสน ขยับกายแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมต่อ ทว่าเจ้าทิมตัวแสบยังไม่ละความพยายาม งับใบหูจนรู้สึกได้ว่าเส้นประสาทจะไม่ด้านชาเสียแล้ว อเลนพองแก้มไม่พอใจ แล้วดึงปีกระยิบระยับสุดแรง ดีที่ทิมน้อยไม่งับชิ้นเนื้อบางๆของเขาไปด้วย ไม่งั้นมื้อเช้าคงไม่หนำใจเท่ากับการนำโกเล็มไปชำแหละสยอง

“ก็ได้ๆ ตื่นก็ได้...”

ด้วยความที่เป็นเด็กหนุ่ม การนอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงจึงเป็นเรื่องที่ลำบาก มือเรียวบางหยิบขันน้ำและอุปกรณ์อาบน้ำ ใบหน้าอิดโรยก้มมองพื้น ในขณะที่เท้านำพาไปยังห้องน้ำ แม้ว่าเวลาตีสี่จะถือว่าเช้ามาก แต่สำหรับเขาแล้ว มันคือช่วงเวลาที่อันตรายอย่างยิ่งกับการเป็นเป้าสายตา ยิ่งเวลาเข้าห้องน้ำรวมแล้วอย่าพูดถึง เป็นไปได้ อยากไปคุกเข่าแผนกวิทย์ให้ทำห้องน้ำส่วนตัวให้ที เพราะเขาไม่อยากให้แมงโม้ปากสว่างมาเอ่ยถึงเขาในแง่ลบ...

....ถึงจะเป็นความจริงก็เถอะ.....แต่ใครจะชอบให้คนอื่นเอ่ยถึงตนในเรื่องส่วนตัวกัน?....

ชุดนอนถูกปลดออก เรือนร่างสีขาวน้ำนมราวกับมิได้สัมผัสแสงแดดมองตนในกระจก ประสาทหูทำงานหนักเหลือเกินในยามนี้ เพราะกลัวว่าจะมีใครได้เห็นถึงสิ่งต้องห้าม แขนสีแดงอันเป็นศาสตรากำราบอาคุมะสัมผัสผิวกายตน ปลายนิ้วไล้ยังรอยช้ำเป็นด่างดวงบริเวณรอบลำคอขาว จนถึงบริเวณต่ำลงไปเล็กน้อย เพียงแค่มองภาพบนกระจก ใบหน้าก็พาลแดงอย่างมีสาเหตุ สะบัดใบหน้าไล่ความคิดแล้วหยิบผ้าขนหนูสีขาวโอบรอบเอวปกปิดส่วนล่าง ก่อนจะเดินไปยังบ่อน้ำร้อนที่เตรียมพร้อมไว้แล้ว

ความโล่งใจบังเกิด เมื่อเนตรสะท้อนภาพห้องน้ำอันไร้ผู้คน อเลนยิ้มบางๆ มือปลดผ้าขนหนูให้พ้นกาย กองไว้ข้างๆขันน้ำ หย่อนกายลงสัมผัสความอบอุ่น ช่วยไล่ความเหน็บหนาวให้พ้นจากกายตน

ตึก...ตึก...

จ๋อม!

เสียงฝีเท้าบ่งบอกถึงผู้มาเยือน สัญชาตญาณสั่งให้เด็กหนุ่มหย่อนกายลงให้น้ำปกปิดร่องรอยดังกล่าวมิให้ผู้มาเยือนได้สังเกตเห็น หากแต่แค่หันไปมองอย่างหวาดๆ ก็พบว่าใบหน้าของตนแดงระเรื่อเสียยิ่งกว่ารอยช้ำนั่นเสียอีก

ราวรัตติกาลอันเย็นเยียบที่คืบคลาน ดวงหน้าคมสวยราวประติมากรรมจากสรวงสวรรค์ ดวงเนตรและเส้นเกศาราวกับนิลกาฬ สะกดสายตาผู้ได้พบเห็น ร่างที่ปกปิดกายเพียงท่อนล่างสบมอง เรียกให้ใบหน้าหวานยิ่งแดงระเรื่อ โดยเฉพาะในสภาพตอนนี้..

“ทำหน้าเหมือนไม่เคยเห็น...ยังไม่ชินอีกหรือไง?”

เพียงแค่ประโยคเดียว ก็เรียกให้เด็กหนุ่มต้องเบือนหน้าหนี ดวงหน้าน่ารักขึ้นสีเข้มจนลามไปถึงใบหู เจ้าของเรือนผมสีนิลยาวพ่นลมหายใจ ใบหน้าที่แทบจะไม่ยิ้มแย้มเหยเกขึ้นอีก ไม่ช้า ร่างบางก็ต้องสะดุ้งเฮือก เพราะผิวน้ำอุ่นกระเพื่อมเป็นจังหวะ บ่งบอกว่าร่างสูงได้ลงมาแช่เป็นที่เรียบร้อย

“ใครจะไปชินกันล่ะ? ผมไม่ใช่ยูซักหน่อย”

เอ่ยประชดประชันด้วนอาการเขินอาย ฝ่ามืออุ่นทาบทับยังแผ่นหลังบอบบาง จนกายบอบบางต้องกระตุกอย่างตกใจ หันไปอีกทีก็ปะทะเข้ากับแผงอกแกร่งเข้าอย่างจัง ใครจะรู้ว่าคนมือไวจะมานั่งแช่ข้างๆ แถมมืออีกข้างยังเกี่ยวเอวคอดของตนไว้อีก

“เงียบน่า...คบกันมาเกือบเดือนแล้วยังเขินอีก?”

“ก็...ก็....” ใบหน้าเล็กก้มงุดๆ ซบกับเข่าของตน คันดะขยับยิ้ม ก่อนจะเชยคางให้ใบหน้าคนขี้อายให้สบมอง


“จะเขินไปถึงไหน?” ยิ้มเจ้าเล่ห์ “เดี๋ยวก็ลงโทษซะตรงนี้หรอก”

“อ๊ะ! ขี้โกงนี่!” ค้อนไปหนึ่งที แล้วหันเผชิญหน้า “ยูเนี่ยใจดีไม่เท่ามานาเลยจริงๆ”

ปึ๊ด!

ชื่อของชายปริศนาเรียกให้หน้านิ่วคิ้วขมวด ขมับกระตุกเข้าไปใหญ่ คว้าร่างเล็กบอบบางให้เอนหลังลงกับขอบอ่าง ใบหน้าเคร่งเครียดจดจ้องปฏิกิริยาของเด็กหนุ่ม

“มานา? ใคร?”

“อ๊ะ! ใจเย็นๆก่อนสิครับ!” มือหนาไล้ผ่านลำคอขาวลงมาต่ำเรื่อยๆ “มานาเป็น....อ๊ะ! ยู! ฟัง....อืม....ที่ผมพูดก่อน....อือ.......สิ....”

แทบพูดไม่เต็มประโยค เมื่อจุดอ่อนไหวด้านบนถูกสัมผัสอย่างแรง เข้าใจได้ว่าคนด้านบนกำลังหึงหวงอยู่ แต่นี่จะมือไวใจเร็วไปหน่อยหรือเปล่า? เขายังไม่ทันได้บอกว่ามานาเป็นใคร นี่ถ้าเขามีคนรักเก่าจริงๆ สงสัยจะลุกไม่ขึ้นไปสองสามวัน..

“มนาเป็น....คุณพ่อ นะยู~~~!” ใช้กำลังเฮือกสุดท้ายตะโกนใส่หน้า คนกำลังมีอารมณ์หึงเลยแป้กไปหนึ่งที

“?....หา?....พ่อ?”

“อืม.....ก็ใช่น่ะสิครับ ยูใจร้าย! ยังไม่ทันได้อธิบายก็ฉุดขาดแล้ว!” อเลนยันกายขึ้น พองแก้มงอนเต็มทน หายใจแรงๆพร้อมใบหน้าแดงระเรื่อ

“คนบ้าที่ไหนเรียกพ่อตัวเองห้วนๆกันล่ะ?” ยูลงไปนั่งข้างๆ ขยี้ผมเด็กน้อยให้สงบใจลงบ้าง

“มานาไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของผมนี่นา...” อเลนบอก พลางขยับไปนั่งข้างๆหวังหาโอกาสชายหนุ่มเผลอ จะได้แกล้งคืน

“เรอะ? งั้นก็เล่าให้ฟังหน่อยสิ เรื่องของนายน่ะ...” ใบหน้าหวานมองอย่างสงสัย ไม่ยักกะรู้ว่าคนที่ไม่สนเรื่องของคนอื่นจะกล้าถามเรื่องของตน

“วันนี้กินยาผิดเหรอครับ ถึงอยากรู้เรื่องของผม?”

“ซะที่ไหนกันเล่า! ฉันคิดมาตลอดว่านายมีครอบครัวอบอุ่นปกติเหมือนชาวบ้านทั่วไปนี่”

“แล้วทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ?” คันดะคิ้วขมวดมุ่น ก่อนจะตอบออกไป

“ก็เห็นนายทำตัวเหมือนลูกคุณหนู ไหนจะอ่อนแอบอบบาง ฉันคิดว่านายจะถูกบังคับมาที่นี่ซะอีก”

ร่างบางอมยิ้ม ขยับเข้าไปกอดคอร่างสูงจากข้างหลัง ซบใบหน้ากับไหล่แกร่ง หลับตาลง แล้วเริ่มร่ายเรื่อง

“ขอบคุณนะครับ ที่ใส่ใจเรื่องของผม”

..

..

.........................

..
ในวันที่หิมะตกจนเหน็บหนาว ความทรงจำนั้นเลือนรางเหลือเกิน จนแทบจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ที่แท้จริงหน้าตาเป็นเช่นไร

“อเลนจ๊ะ รออยู่ตรงนี้นะจ๊ะ แม่กับพ่อไปธุระแป๊บเดียว..”

รถสีดำคันงามจากไป ทิ้งให้เด็กน้อยผมสีน้ำตาลนั่งรออยู่ตรงนี้....

นั่งรออยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะคนเดียว ในวันคริสมาสต์ ตั้งแต่รุ่งเช้า ท้องฟ้าสีหม่นหมองราวกับว่าเป็นลางสังหรณ์ อากาศหนาวเหลือเกิน....ร่างบอบบางที่สวมแค่เสื้อสเวตเตอร์สีหม่นหมอง ได้แต่รอคุณพ่อคุณแม่กลับมา

เวลาบนหน้าปัดนาฬิกาที่ตั้งอยู่ข้างๆม้านั่งบ่งบอกถึงเวลาเที่ยงแล้ว อากาศหนาวจนหิมะโปรยปราย แม้ว่าหิมะจะปกคลุมถนน หรือจะเกาะตามร่างกาย ผมก็ไม่คิดที่จะขยับไปไหน

........เพราะในโลกใบนี้มีแค่คุณพ่อคุณแม่ จะรอท่าน....ไม่ว่าจะนานสักแค่ไหน...

เหน็บหนาวเหลือเกิน ขากรรไกรแทบไร้ความรู้สึก ท้องเริ่มปวดมวนด้วยความหิวกระหาย ริมฝีปากแดงค่อยๆสีจางลง เนตรสีฟ้าหม่นหมองเสียยิ่งกว่าท้องฟ้ายามนี้ โอบกอดตัวเองท่ามกลางหิมะที่เหน็บหนาว

“มานั่งอยู่ทำไมตรงนี้ล่ะจ๊ะ?”

“ผมรอคุณพ่อคุณแม่กลับมาฮะ”

“ไปกับน้ามั้ยจ๊ะ”

“ไม่ฮะ.....เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่จะเป็นห่วงฮะ...”

แม้จะมีคนหลายคนเดินแวะผ่านมา แต่ไม่คิดที่จะลุกขึ้นตามไป ด้วยความรักที่มีต่อบุพการี ไม่อาจจะยันกายลุกขึ้น คนที่เดินผ่านไปมา พวกเขาเพียงแค่สงสารเพียงชั่วครู่ แค่ไม่กี่นาที ก็กลับมาสู่อารมณ์ปกติ

ไม่ใครอยากเลี้ยงเด็กต้องสาปเช่นเขาไว้หรอก...

มือซ้ายสีแดงสีราวกับตอกย้ำถึงความผิดปกติ ไม่อาจไว้เนื้อเชื่อใจใครนอกจากบุพการีที่เลี้ยงดูมาแต่เยาว์วัย

ไม่มีเพื่อนพ้อง...

....ไม่มีรอยยิ้ม...

....ไม่มีเสียงหัวเราะ...

....ไม่มีมิตรภาพ

....ไม่มี....นอกจากคุณพ่อคุณแม่...


เวลาบ่ายแก่ผ่านมา หิมะตกหนักเรื่อยๆ ทั้งกายหนาวสั่น หากแต่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะขยับกายเสียด้วยซ้ำ นั่งนิ่ง ปล่อยให้ละอองสีขาวปกคลุมลงมา


“นี่เธอ ได้ยินว่าตรงมุมถนนมีรถชนด้วยล่ะ? เขาว่าเป็นคู่สามีภรรยาที่กำลังเดินทางไปจากเมือง ชนกับรถอีกคันยับเยินหมดเลย”

“จริงเหรอ? แล้วรถเป็นสีอะไรล่ะ? มีใครเป็นอะไรบ้างไหม?”

“อ๋อ รถสีดำน่ะ ดูเหมือนทั้งคู่จะตายทันทีที่รถถูกชนด้วยนะ”

“ดูเหมือนในรถจะมีเสื้อผ้าเด็กด้วยล่ะ เพื่อนฉันเป็นตำรวจไปตรวจที่เกิดเหตุเมื่อกี้นี่เอง แล้วเด็กอยู่ไหนล่ะ?”


เสียงเอะอะดังมาจากคุณแม่บ้านช่างจ้อ หน้าร้านขายเสื้อผ้าเด็กที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากร่างเล็ก อเลนพ่นลมหายใจ น้ำตาอาบรินสองแก้ม หากคิดไม่ผิด คนๆนั้นก็คือคนสำคัญของเขา กายที่เย็นเฉียบพยายามอย่างยิ่งในการขยับกายไปยังทีเกิดเหตุ

ทว่าเพียงแค่ก้าวออกไป ร่างน้อยกลับกระแทกเข้ากับพื้นอันเต็มไปด้วยหิมะ

....สะอื้นไห้กับความอ่อนแอของตน

น้อยใจกับโชคชะตาที่ไม่เคยเข้าข้าง

หลั่งรินหยดชลเนตรด้วยกายสั่นสะท้าน

ร่ำร้องด้วยน้ำเสียงอันแหบห้าว....


“ฮึก.....ฮึก....”

คุณพ่อคุณแม่.....ผมจะไปหาท่านเดี๋ยวนี้นะครับ.......


หลับตาลง ให้ละอองพิสุทธิ์ทับถมร่างกาย อุณหภูมิเย็บเฉียบ กัดกินพลังชีวิตอันน้อยนิด ขดตัวลงนอนกับพื้นเกล็ดแก้วอันเยือกเย็น


ตึก...ตึก....

ความอบอุ่นจากบางสิ่งโอบล้อมรอบกายตน รับรู้ถึงแสงสว่างจากเปลือกตาที่ปิดสนิท ความเหน็บหนาวถูกไล่จากกายอย่างช้าๆ ก่อนที่เนตรฟ้าใสจะลืมขึ้น มองใบหน้าอ่อนโยนของบุรุษแปลกหน้า เส้นผมสีรัตติกาลและใบหน้าอ่อนโยนนั้น ก่อนที่สติจะนำพาให้ทุกสิ่งมืดมนลง

* * * * * * * * * * * * * * *

“.......”

ความอบอุ่นซึมแทรกยังกายบอบบาง ผ้าห่มผืนหนาช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เนตรสีฟ้าลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ปรับแสงที่สองผ่านบานหน้าต่างกระจกฝ้าจับพอประมาณ มือน้อยๆยันกายลุกขึ้น มองสำรวจไปรอบกาย ห้องเล็กๆที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าเตียงนอนเก่าๆ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะอาหารกลางห้อง และข้าวของราคาถูกที่ออกจะเก่าไม่หน่อย ร่างเล็กในชุดนอนอุ่นๆสีขาวที่ตัวโตกว่าขยี้ตา

“ตื่นแล้วเหรอ?”

ชายวัยเลยเบญจเพสก้าวเท้ามาจากอีกฟากของห้อง ในมือถือซุปร้อนๆหอมฉุยกับขนมปังจำนวนหนึ่ง ชายแปลกหน้าในชุดสูทปอนๆหยักยิ้มอ่อนโยนให้เด็กน้อย

“ฮะ....คือว่า....” จำไม่ได้แม้แต่อดีตที่ผ่านมา จำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่ารู้ตัวอีกที.....น้ำตากลับอาบไหลแก้มน้อย ร่างกายสั่นระริกด้วยความเสียใจจนยากจะอธิบายเป็นคำพูดใดๆได้...

.............

..........


!

.......
...


..

“อย่าร้องไห้นะเด็กดี....”

ดวงแก้วเบิกโพลงด้วยความตกใจ หากเมื่ออ้อมกอดอันอบอุ่นราวแสงตะวันสาดส่อง แม้นกายจะเหน็บหนาว หากแต่กลับรับรู้ได้ถึงกายที่ค่อยๆอุ่นขึ้น


.....อบอุ่น...เหลือเกิน......


“ฮึก...ฮึก....ฮือ........”

คำปลอบประโลมกลับมิได้ทำให้ชลเนตรหยุดหลั่งริน หากตรงกันข้ามกลับเอ่อท้นด้วยความปลาบปลื้ม

.....ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร....

.....ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชายคนนี้เป็นใคร...

....ไม่รู้.....แม้แต่อดีตที่ผันผ่าน...


..........ทั้งที่ไม่รู้......แต่ทำไม....ถึงได้อยากร้องไห้กันนะ............


“โฮ~~~~~~~~~~~~!”

..............
.
............
.
.
.................
.........

........


......

“สูญเสียความทรงจำเหรอครับ?”

ใบหน้าดูมีอายุพอควรนิ่วด้วยความเครียด ดวงเนตรแลดูอ่อนโยนมองไปยังร่างเล็กในสภาพหลับสนิทบนเตียงเก่าๆ แล้วจึงกลับไปมองเพื่อนบ้านหนุ่มผมสีเกาลัดซึ่งทำงานเป็นแพทย์อาสาพอดี คุณหมอวัยหนุ่มพยักหน้าอย่างแสดงความเสียใจ

“คงเพราะปล่อยให้ร่างกายหนาวมากเกินไป อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลง เซลล์บางแห่งหยุดทำงาน ถ้าคุณไม่ไปช่วย มีหวังเด็กคนนี้ต้องแข็งตายแน่ๆ แต่ว่าเรื่องความทรงจำสูญเสีย คงเพราะอาการช็อกและเพลียด้วย ทำให้เป็นอย่างที่เห็นล่ะครับ คุณมานา”

ปลายนิ้วลูบปลายหนวดที่ม้วยมนเป็นเอกลักษณ์อย่างใช้ความคิด ชายร่างสูงจดจำได้ว่าเสื้อคลุมของเด็กน้อยมีรายละเอียดเกี่ยวกับเด็กคนนี้ดี ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ถ้าหากคิดไม่ผิด เด็กคนนี้อาจจงใจถูกนำมาทิ้งเอาไว้ยังสวนสาธารณะก็เป็นได้

“อเลน......อย่างนั้นเหรอ......”

เปรยเบาๆ เสมองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะโปรยปรายลงมายังผืนดินสีขาว ช่างเหน็บหนาวเกาะกินกายให้สั่นสะท้าน

..........หากแต่ใยเล่า สิ่งงดงามเฉกเช่นประติมากรรมจากสรวงสรรค์กลับเย็นเยือกเหลือเกิน....

.......หากแต่ใยเล่า เด็กน้อยอันงดงามเฉกเช่นประติมากรรมจากสรวงสวรรค์กลับถูกทอดทิ้ง

แม้ว่าแขนข้างซ้ายจะแห้งเหี่ยวราวผิวหนังของคนชรา

แม้ว่าจะเป็นสีราวโลหิต

แม้ว่าเล็บจะดำขลับราวกับถ่าน

แม้ว่ากางเขนประหลาดจะฝังลึกลงบนหลังมือน้อย
ชายร่างสูงสูดลมหายใจลึกๆ ขยับกายเข้าหาเด็กน้อย ลูบผมสีน้ำตาลอย่างอ่อนโยน...



.......ไฉน...มนุษย์.....ถึงได้หยาบช้าจนต้องทิ้งเด็กตัวเล็กที่มีสภาพแปลกประหลาดด้วยภายนอกดั่งถูกต้องสาป

.....ไฉน.....มนุษย์.....ถึงได้โสมมจนต้องดูคุณค่าจากบุคคลที่ภายนอก...

.......แล้ว....มนุษย์.....เอาอะไรมาเปรียบเทียบหรือ....เอาภายนอกอะไรมาเปรียบเทียบดีหรือเลว

.....ต้องดีเท่าไหร่.....ต้องเลวเท่าไหร่....ถึงจะพอใจมนุษย์....



“อือ.....”


เสียงครางเบาๆบ่งบอกว่าเจ้าตัวเล็กตื่นแล้ว ร่างสูงชักมือออก ยิ้นต้อนรับราวกับคุณพ่อ

“ตื่นแล้วเหรอ อเลน....”

“...อะ......” ริมฝีปากเล็กอ้าค้างไว้ราวกับพยายามพูดจา “ผม?!”

ปลายนิ้วชี้แตะบนอกของตนเป็นเชิงถาม มานาหัวเราะในลำคอ พยักหน้าอย่างพึงพอใจ อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็ไม่ลืมพฤติกรรมของมนุษย์ในวัยนี้

“ผมชื่ออเลน....ใช่ไหมฮะ?.....คุณ...”

“มานา...มานา วอคเกอร์.....ตั้งแต่วันนี้..ฉันคือคุณพ่อของเธอนะ....อเลน......”

ใบหน้าน้อยมองอย่างสงสัย

“ให้เรียกว่าอะไรดีฮะ?”

“เรียกมานาก็ได้....หึๆ”

เอียงคอเล็กน้อย แล้วเริ่มเอ่ยเรียกเบาๆ

“มานา......มานา...” เอ่ยท่องด้วยใบหน้าใสซื่อ “มานา........”

“ดีมากๆ เด็กดี...หิวรึยังล่ะ?”

มือหนาอันมีริ้วรอยของการทำงานหนักลูบใบหน้าน้อยๆอย่างห่วงใย ดวงหน้าหวานขยับยิ้มอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“ฮะ...มานา!”

......ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา.....ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ฉันจะมีสิ่งสำคัญต้องปกป้องดูแลแล้วล่ะ.....

* * * * * * * * * * * * * * *

เสียงหัวเราะร่าดังขึ้นเป็นระยะ เด็กน้อยในชุดดูอบอุ่นวิ่งเล่นกับชายวัยทำงานกลางหิมะขาวโพลน ปาก้อนน้ำแข็งละเอียดใส่ร่างเสื้อคลุมหนา หัวเราะร่วนเมื่อคุณพ่อถูกบอลหิมะปาใส่จนไปคลุกกับหิมะ

“ฮะๆๆ นี่แน่ะๆ!”

บอลลูกที่สองเข้าโจมตีทันใด หากแต่กลับหลบไปได้อย่างสวยงาม

“หวา~~!”

ไม่ทันไร คนที่กำลังหัวเราะก็ชักจะหัวเราะไม่ออก รู้ตัวอีกทีก็ไปกองกับหิมะเรียบร้อย

“คิกๆๆ ฮ่ะๆๆ”

ต่างก็กองลงท่ามกลางหิมะขาวโพลน เด็กน้อยลุกขึ้นปัดกายตน แล้วววิ่งกระโจนใสคุณพ่อที่เพิ่งลุกขึ้นหยกๆ

“หึๆๆ ซนจริงๆนะเรา”

“คิกๆ ก็สนุกนี่นา วันนี้มานาได้อย